SET Index แกว่งแดนลบ รอลุ้นคำตัดสินของศาลฯ คดี 'คลิปเสียงฮุน เซน–แพทองธาร'
ความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ (29 ส.ค.68) ณ เวลา 10.50 น. SET Index อยู่ที่ระดับ 1,244.24 จุด ลดลง 5.85 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 0.47% ในช่วงระหว่างการเปิดซื้อขายภาคเช้าดัชนีแกว่งตัวในกรอบสูงสุดและต่ำสุดที่ระดับ 1,252.30 - 1,243.49 จุด มีมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 11,676.87 ล้านบาท
5 หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด
- KBANK ราคา 168.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 0.60% มูลค่า 946.02 ล้านบาท
- PTT ราคา 31.25 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ 0.79% มูลค่า 932.81 ล้านบาท
- ADVANC ราคา 297.00 บาท ลดลง 2.00 บาท หรือ 0.67% มูลค่า 505.52 ล้านบาท
- CPALL ราคา 44.00 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 1.12% มูลค่า 481.93 ล้านบาท
- KTB ราคา 24.70 บาท ลดลง 0.10 บาท หรือ 0.40% มูลค่า 390.96 ล้านบาท
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐาน บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด (Liberator) วิเคราะห์หุ้นไทยวันนี้ (29 ส.ค.68) ว่า ปัจจัยในประเทศที่สำคัญในวันนี้ คือ ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดี'คลิปเสียงฮุน เซน–แพทองธาร' ว่า 'นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร' กระทำการเข้าข่ายผิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ โดยจะเริ่มในช่วง 15:00 น.
ซึ่งหากตัดสินเข้าข่ายผิดจริยธรรมร้ายแรง นายกฯต้องพ้นจากตำแหน่งทันที แต่คาดจะมีการเสนอนายกฯใหม่ขึ้นมาแทน ซึ่งคาดตลาดจะตอบรับเชิงบวก เนื่องจากมีความชัดเจน และเป็นการปลดล็อกแรงกดดันในช่วงที่ผ่านมา
ขณะที่หากเป็นกรณีศาลตัดสินว่าไม่ผิด ก็ยังปฎิบัติหน้าที่ต่อได้ แต่เคสนี้คาดตลาดจะฟื้นตัวอ่อน ดังนั้นทางฝ่ายยังมองจังหวะตลาดย่อเป็นโอกาสซื้อสะสม
โดยคาด SET Index วันนี้ แกว่ง Sideways ในกรอบ 1,240 - 1,270 จุด ลุ้นการซื้อกลับ (Buy on fact) ดังนั้น กลยุทธ์เน้นย่อตั้งรับหุ้นที่ผลประกอบการดี โดยสำหรับวันนี้แนะนำ ADVANC (ราคาเป้าหมาย 320.00 บาท)
ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศนั้น วานนี้สหรัฐฯรายงานดัชนี US GDP ไตรมาส 2/68 ซึ่งเป็นการรายงานครั้งที่ 2 ที่ +3.3% จากไตรมาสก่อน ออกมาสูงกว่ารอบแรกที่ +3.0% จากไตรมาสก่อน และดีกว่าคาดที่ +3.1% จากไตรมาสก่อน
โดยแรงหนุนหลักมาจากการเติบโตของภาคการบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน ผสานกับการนำเข้าที่ลดลงจากความไม่แน่นอนของนโยบายภาษี ซึ่งคงต้องติดตามในช่วงถัดไปหลังจากนโยบายภาษีเริ่มใช้
ส่วนวันนี้แนะเกาะติดตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือน ก.ค. โดยคาด US PCE ทรงตัวที่ +2.6% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน
ส่วน US Core PCE คาดปรับขึ้นสู่ระดับ +2.9% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน จากเดือนก่อนหน้าที่ +2.8% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่มีผลต่อการตัดสินใจของ FED โดยล่าสุดตลาดยังให้โอกาสราว 84% ที่ FED จะลดดอกเบี้ยในช่วงเดือน ก.ย. นี้