ธปท.ชี้การขับเคลื่อนนโยบายมีผลต่อเศรษฐกิจมากกว่าใครเป็นนายกฯ
ตามที่วันนี้ (29 ส.ค.2568) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมากวินิจฉัยให้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทันที และตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 และมาตรา 169 เมื่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรีว่างลง คณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.มองประเด็นสำคัญที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่า คือ เรื่องของนโยบายที่วางไว้ หรือมาตรการที่กำลังดำเนินอยู่จะมีความต่อเนื่องมากน้อยเพียงใด
“มองว่างบประมาณรายจ่ายปี 2569 ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ซึ่งหลังจากนี้ จะเป็นเรื่องของการดำเนินงานตามแผนงานที่วางไว้ ดังนั้นตราบใดที่กิจกรรม มาตรการ และนโยบายต่างๆ ยังเดินต่อไปได้ คิดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะไม่ได้เยอะ แต่อาจมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นบ้าง ภาพเศรษฐกิจ ไม่ได้ขึ้นกับว่าใครเป็นนายกฯ สิ่งที่สำคัญกว่า คือการต่อเนื่องในการขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจมากกว่า” นางสาวชญาวดี กล่าว
ขณะเดียวกัน มองว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากวันนี้ หากให้มองในแง่บวก คือ จะเห็นภาพการเมืองความชัดเจนมากขึ้น ถึงแม้อาจจะยังมีหลาย scenario ในระยะต่อไป แต่อย่างน้อย ทำให้การตัดสินใจหลังจากนี้ จะชัดเจนขึ้นได้บ้าง เพราะที่ผ่านมาสถานการณ์การเมืองที่ไม่ชัดเจน ทำให้คนชะลอตัดสินใจการลงทุนไว้ก่อน
ทั้งนี้ ธปท. มองว่าเศรษฐกิจยังเติบโตได้ต่อเนื่องตามคาด หากเกิดจะมีอะไรขึ้นมา คงเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตา แต่ไม่ได้กระทบ base line ที่วางไว้ โดยปัจจัยระยะสั้นที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยได้มากกว่า คือ มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ขณะนี้สินค้าบางรายการยังมีความไม่แน่นอนในเรื่องของอัตราภาษี ขณะที่ความเสี่ยงระยะยาว คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง
เศรษฐกิจไทย ก.ค.68 ชะลอตัว
สำหรับเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ค.2568 ชะลอลงจากเดือนก่อน โดยกิจกรรมในภาคบริการลดลงจากภาคการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและจากต่างประเทศส อดคล้องกับรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับลดลง ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นและการหยุดผลิตรถยนต์ชั่วคราวเพื่อปรับกระบวนการผลิต แต่หากไม่รวมผลของปัจจัยดังกล่าว การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับดีขึ้นสอดคล้องกับการส่งออกสินค้าที่เพิ่มขึ้น
ด้านการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนทรงตัว แต่แนวโน้มข้างหน้ายังถูกกดดันจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวได้จากรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางและรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ
ขณะที่เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อน จากอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดตามราคาผลไม้และเนื้อสัตว์ที่ลดลง และอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานตามราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ สอดคล้องกับราคาน้ำมันในตลาดโลก ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอลงจากราคาอาหารสำเร็จรูปที่ฐานสูงในปีก่อนและราคาของใช้ส่วนตัวที่ปรับลดลงจากการทำโปรโมชัน
สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงเล็กน้อยตามดุลการค้าที่ลดลงเป็นสำคัญ ด้านการจ้างงานโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน แต่ยังต้องติดตามแนวโน้มการจ้างงานในระยะข้างหน้า และสัดส่วนผู้ขอรับสิทธิว่างงานต่อผู้ประกันตนที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1) ผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ 2) พัฒนาการภาคการท่องเที่ยว 3) สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และผลกระทบต่อการค้าและการท่องเที่ยวบริเวณชายแดน