โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

พลิกโฉมการคลังไทยสู่ความยั่งยืน

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 29 สิงหาคม 2568 เวลา 21.58 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • สำนักข่าวไทย อสมท

กรุงเทพฯ 29 ส.ค. – พลิกโฉมการคลังไทยสู่ความยั่งยืน ชูแนวคิดเชิงนโยบายของข้าราชการรุ่นใหม่ มุ่งขาดดุลงบประมาณใกล้เคียงร้อยละ 3.0

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน พลิกโฉมการคลังสู่ความยั่งยืน (Fiscal Transformation) ท่ามกลางปัจจัยความท้าทายทั้งภายในและนอกประเทศ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับสมดุลให้กับประเทศ โดยให้ความสำคัญกับ 1) การปรับสมดุลทางการคลัง มุ่งเน้นการพัฒนาการจัดเก็บรายได้ภาครัฐ โดยการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และการสร้างรายได้จากการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของรัฐ ประกอบกับพิจารณาการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่าและเหมาะสม ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน

2) การปรับสมดุลทางเศรษฐกิจ มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีแนวทางในการดำเนินการหลากหลายด้าน อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างรอบด้าน การอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) และการดึงดูดการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศที่ก่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้ปัจจัยการผลิตภายในประเทศ (Local Content) การลงทุนโดยรวมขยายตัวในอนาคตช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตในเกณฑ์ดี ทำให้ขนาดการขาดดุลงบประมาณปรับตัวลดลงใกล้เคียงร้อยละ 3.0 ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) และส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ปรับตัวอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพและเอื้อต่อการเพิ่มพื้นที่ ทางการคลัง (Fiscal Space) สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศ รวมถึงสามารถรองรับความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

สำหรับการนำเสนอผลงานวิชาการของข้าราชการ สศค. ในหัวข้อ “Fiscal Transformation: Mastering Risks to Secure the Future ถอดรหัสความเสี่ยงสู่บทเรียนแห่งความสำเร็จ” นำเสนอโดย (1) นายนวพล ภิญโญอนันตพงษ์ ผู้อำนวยการส่วนบริหารความเสี่ยงและวินัยการคลัง กองนโยบายการคลัง (2) นางสาวภัทราพร เกิดแก้ว เศรษฐกรชำนาญการ ส่วนบริหารความเสี่ยงและวินัยการคลัง กองนโยบายการคลัง และ (3) นางสาวศิวพร พรหมวงษ์ เศรษฐกรชำนาญการ ส่วนการวิเคราะห์เศรษฐกิจการเงินและต่างประเทศ กองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค โดยผู้นำเสนอผลงานวิชาการทั้งสามได้เผยผลการวิเคราะห์ถอดรหัส “ความเสี่ยงทางการคลัง” ใน 3 มิติ ดังนี้

  • มิติด้านโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม พบว่า เศรษฐกิจและสังคมไทยในยุคหลังสถานการณ์
    การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ต้องเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งในส่วนของอุตสาหกรรมรถยนต์ และอุตสาหกรรมยาสูบ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่อาจไม่ทันต่อความก้าวหน้าด้านดิจิทัล รวมไปถึงปัจจัยภายนอกประเทศจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยทางธรรมชาติ ทั้งนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างต่าง ๆ ดังกล่าวได้สร้างความเปราะบางให้แก่ภาคการคลัง
    ทั้งทางตรงผ่านการบั่นทอนศักยภาพในการจัดเก็บรายได้ของรัฐให้ลดลง กดดันให้รายจ่ายเพิ่มขึ้น และทางอ้อมผ่านศักยภาพในการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ลดลง และเป็นปัจจัยท้าทายสำคัญที่ทำให้การปรับสมดุลทางการคลังในยุคหลัง COVID-19 ของประเทศไทยดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน
  • มิติด้านการคลัง พบว่า (1) ด้านหนี้ ประเทศไทยยังมีพื้นที่ทางการคลังสำหรับการก่อหนี้เพิ่มเติมได้อีกระดับหนึ่ง ภายใต้ความระมัดวังรอบคอบ ทั้งนี้ รัฐบาลควรเก็บพื้นที่ทางการคลังดังกล่าวไว้รองรับกรณีเกิดวิกฤตขึ้นในอนาคต โดยให้ความสำคัญกับการเร่งรัดปรับสมดุลทางการคลังเพื่อรักษาเสถียรภาพ

ด้านหนี้ ควบคู่ไปกับการยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐให้ดีขึ้น (2) ด้านรายจ่าย รายจ่ายที่ยากต่อการลดทอนในระยะปานกลางยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ แม้ว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากในอดีต โดยมีข้อเสนอแนะในการกำหนดนโยบายควบคุมรายจ่ายเงินเดือนค่าตอบแทนและพัฒนาคุณภาพบุคลากรภาครัฐ รวมถึงควบคุมรายจ่ายค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ตลอดจนจัดสรรรายจ่ายสวัสดิการประชาชนเพิ่มเติม เพื่อส่งเสริมการออมเพื่อการเกษียณ และแก้ไขความยั่งยืนทางการเงินของกองทุนประกันสังคม และ (3) ด้านรายได้ ความสามารถในการจัดเก็บรายได้ภาครัฐของไทยยังอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ในขณะที่รายจ่ายที่ยากต่อการลดทอนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้ระดับการขาดดุลงบประมาณในปัจจุบันไม่เอื้อต่อการรักษาเสถียรภาพด้านหนี้ โดยรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งรัดดำเนินการเพิ่มความสามารถในการจัดเก็บรายได้ เพื่อให้เพียงพอกับนโยบายด้านรายจ่าย และเอื้อต่อการควบคุมระดับหนี้สาธารณะ รวมถึงให้ทัดเทียมกับระดับสากลต่อไป

  • มิติด้านกฎหมาย พบว่า บทบาทของเกณฑ์วินัยการคลังของไทยในปัจจุบัน (1) สามารถส่งเสริมความยั่งยืนทางการคลังของประเทศในภาพรวมได้ โดยระดับเพดานหนี้สาธารณะในปัจจุบันสอดคล้องกับเกณฑ์สากลในหลายประเทศ และยังต่ำกว่าระดับจุดหักเปลี่ยน (Critical point) ของหนี้สาธารณะที่จะเริ่มส่งผลลบต่อเศรษฐกิจ รวมถึงยังมีกรอบการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณที่ช่วยจำกัดการก่อหนี้ใหม่ในแต่ละปี และกำหนดวัตถุประสงค์การกู้เงินให้เป็นไปเพื่อโครงการลงทุนเท่านั้น

(2) มีกลไกที่ยืดหยุ่นสำหรับกรณีเกิดวิกฤตภายใต้การตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการดูแลเสถียรภาพ
ทางเศรษฐกิจ โดยในกรณีที่รัฐบาลจำเป็นต้องใช้จ่ายเพื่อสวัสดิการหรือกู้เงินในระดับสูง สามารถพิจารณาการลดรายจ่ายลงทุนหรือออกกฎหมายเฉพาะเพื่อกู้เงินเพิ่มเติมได้ รวมถึงสามารถขยายกรอบเพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP ชั่วคราว
ทั้งนี้ จากสถานการณ์ในช่วง 2 ปีงบประมาณล่าสุด พบว่า ระดับการขาดดุลงบประมาณอยู่สูงเกินกว่าจุดที่เอื้อต่อการรักษาเสถียรภาพด้านหนี้ โดยเพิ่มขึ้นเกือบเต็มหรือสูงกว่ากรอบเพดานการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งหากยังไม่มีการปรับสมดุลทางการคลัง สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในระยะปานกลางอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงกว่าเพดานตามกฎหมาย ณ ปัจจุบันที่ร้อยละ 70 ต่อ GDP และเข้าสู่พื้นที่ทางการคลังที่ต้องสำรองไว้ในกรณีเกิดวิกฤต

นอกจากนี้ ความยืดหยุ่นของงบประมาณรายจ่ายเริ่มส่งสัญญาณไม่เพียงพอต่อการจัดสรรรายจ่ายลงทุนให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมาย จึงสะท้อนให้เห็นว่า เกณฑ์วินัยการคลังได้ส่งสัญญาณเตือนให้รัฐบาลต้องเร่งรัดปรับสมดุลทางการคลังอย่างจริงจัง เพื่อบำรุงรักษาเครื่องยนต์ทางการคลังให้กลับพร้อมใช้งานและอยู่ในสภาพที่มีเสถียรภาพอีกครั้ง

จากการถอดรหัสความเสี่ยงทางการคลังจากทั้ง 3 มิติ ซึ่งมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน จะช่วยให้เราสามารถวางแผนการปรับสมดุลทางการคลังได้อย่างเป็นระบบ โดยมิติด้านโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม ทำให้ได้มาซึ่ง “แผนที่” ที่ช่วยให้เข้าใจถึงอุปสรรคและปัจจัยเสี่ยงทางการคลัง เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ได้อย่างตรงจุด มิติด้านภาคการคลัง ทำให้ได้มาซึ่ง “เข็มทิศ” ที่บอกตำแหน่งความเสี่ยงและกำหนดทิศทางในการปรับสมดุลทางการคลังที่เหมาะสมในอนาคต และมิติด้านกฎหมาย ทำให้ได้มาซึ่ง “มาตรวัด” ที่คอยจับจังหวะและบ่งชี้สภาวะของภาคการคลังอย่างแม่นยำ เพื่อส่งสัญญาณให้รัฐออกแบบนโยบายการคลังอย่างเหมาะสมในสถานการณ์ต่าง ๆ สศค. มุ่งหวังว่า หากประเทศไทยสามารถบูรณาการการใช้ประโยชน์จากแผนที่ เข็มทิศ และมาตรวัด ในการปรับสมดุลทางการคลังดังกล่าว ให้เกิดผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเกิดเป็น แรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะทำให้ภาคการคลังไทยสามารถฝ่าฟันทุกอุปสรรค และพาประเทศไทยในยุคหลัง COVID-19 ให้ก้าวหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน.-515- สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก สำนักข่าวไทย Online

“ภูมิใจไทย” เดินเกมเร็ว จ่อขอเสียงสนับสนุนพรรคประชาชน

23 นาทีที่แล้ว

ส.อ.ท.เตือนเศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยงเพิ่ม หลังนายกฯ พ้นตำแหน่ง

27 นาทีที่แล้ว

Thai Court Dismisses PM for Ethics Violation

30 นาทีที่แล้ว

เผยเศรษฐกิจเกาหลีเหนือปี 2024 โตเร็วสุดในรอบ 8 ปี

36 นาทีที่แล้ว

วิดีโอแนะนำ

ข่าวและบทความทั่วไปอื่น ๆ

เปิดรายละเอียดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คดีแพทองธารสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี

TNN ช่อง16

ตร.บางบัวทอดักสกัด จับขบวนการค้ายา มูลค่ากว่า 60 ล้าน

สยามนิวส์

‘อิ๊งค์’ ไม่รอด! พ้นตำแหน่งนายกฯ เซ่นปมคลิปเสียงฮุนเซน ครม.พ้นตำแหน่งทั้งคณะ

THE POINT

ผู้เชี่ยวชาญยืนยัน การกิน “น้ำมะพร้าว” ดีต่อลำไส้จริงหรือ?

ThaiNews - ไทยนิวส์ออนไลน์

ผบช.น.สั่งย้าย ผบก.น.2 เซ่นปมฝ่ายปกครองบุกทลายบ่อนดอนเมืองในตำนาน

THE STANDARD

อ่านฉบับเต็ม ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย "แพทองธาร" พ้นเก้าอี้นายกฯ

คมชัดลึกออนไลน์

เฮงซวย! 'ทนายเกิดผล' ซัดแรง 'กัน จอมพลัง' โดนตำหนิขนรถดูดส้วม

สยามรัฐ
วิดีโอ

ด่วน! มติศาล รธน. สั่ง ‘แพทองธาร’ พ้น ‘นายกรัฐมนตรี’ คลิปเสียงฮุนเซน

สวพ.FM91

ข่าวและบทความยอดนิยม

“พิชัย” หารือ สส.สหรัฐฯ พร้อมลดอุปสรรคทางการค้า

สำนักข่าวไทย Online

“พิชัย” รับข้อเสนอหอการค้าไทยฟื้นผลกระทบชายแดน

สำนักข่าวไทย Online

“พิชัย” มั่นใจงบฯ 69 ผ่านด่านวุฒิสภา

สำนักข่าวไทย Online
ดูเพิ่ม
Loading...
Loading...
Loading...
รีโพสต์ (0)
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...