Global Minerals Trust กองทุนแร่ธาตุโลก รับศึกดีมานด์พลังงานสะอาด
การแข่งขันระดับโลกเพื่อรักษาความมั่นคงของแร่ธาตุสำคัญกำลังทวีความรุนแรง และองค์การสหประชาชาติมีแผนที่จะช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ร่วมมือกันและหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ยูเอ็นได้เสนอแนวคิด “Global Minerals Trust” หรือ “กองทุนแร่ธาตุโลก” ที่จะทำให้ประเทศผู้ผลิตและผู้บริโภคแร่ธาตุสำคัญ รวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้อง เข้ามาบริหารจัดการร่วมกันในลักษณะการสะสมสำรองทรัพยากร เพื่อป้องกันการขาดแคลน สนับสนุนการรีไซเคิล ส่งเสริมการผลิตในประเทศกำลังพัฒนา และจัดลำดับความสำคัญให้กับแร่ธาตุที่ใช้ในโครงการพัฒนาที่ยั่งยืน
แนวคิดนี้เปรียบได้กับ ระบบ Bretton Woods ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อกำกับการจัดการการเงินระหว่างประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่เปลี่ยนมาใช้กับเทคโนโลยีสีเขียวแทน
ท่ามกลางบรรยากาศภูมิรัฐศาสตร์ที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations University: UNU) ระบุว่า กรอบความร่วมมือที่ยั่งยืนและเป็นระบบมากขึ้น จะช่วยสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อถือได้ ลดความเสี่ยงจากการขาดแคลน
การประสานการเข้าถึง การรวมทรัพยากร และการฝังกลไกคุ้มครองทางสังคมและสิ่งแวดล้อม กองทุนนี้สามารถส่งเสริมห่วงโซ่มูลค่าแร่ธาตุที่เป็นธรรม หมุนเวียน และปลอดความขัดแย้ง
ความร่วมมือระหว่างประเทศ "ไม่ง่าย"
บรรยากาศการเมืองโลกที่ตึงเครียด การโน้มน้าวให้รัฐบาลต่าง ๆ ละทิ้งผลประโยชน์แห่งชาติเพื่อยึดมั่นในความร่วมมือระหว่างประเทศถือว่าไม่ง่าย
ตามรายงานของ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ความต้องการแร่ธาตุสำคัญจะพุ่งขึ้นถึง 3 เท่าภายในปี 2030 เนื่องจากความต้องการในอุตสาหกรรมกลาโหม ศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
โดยเฉพาะ เทคโนโลยีพลังงานสะอาด ที่เพียงอย่างเดียวก็คิดเป็นกว่า 50% ของการเติบโตความต้องการแร่ธาตุทั้งหมด สำหรับบางชนิด เช่น ลิเทียมและโคบอลต์ ความต้องการจากเทคโนโลยีสะอาดคิดเป็นสัดส่วนส่วนใหญ่ของการใช้งานปัจจุบัน
เมื่ออุตสาหกรรมขยายตัว และปริมาณความต้องการเพิ่มขึ้น อุปทานแร่ธาตุก็จะกลายเป็นปัจจัยวิกฤตมากขึ้น
อุปสงค์เพิ่มขึ้นนำไปสู่การแข่งขันระหว่างประเทศ-ชาตินิยมทรัพยากร
กรณีที่เห็นได้ชัด มีความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ ยุโรป และจีน ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้ภาษีสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น จีนจำกัดการส่งออกแร่หายากบางชนิด ส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหลายราย เช่น Ford และ Suzuki ของญี่ปุ่น ต้องลดกำลังการผลิต
ประเทศกำลังพัฒนาที่มีแหล่งสำรองมากก็ถูกดึงเข้าสู่สมรภูมิ แม้หลายประเทศยังขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านการแปรรูป แต่ก็พยายามรักษารายได้และการจ้างงานไว้ภายในประเทศ เช่น ซิมบับเว ประกาศห้ามส่งออกแร่ลิเทียมตั้งแต่ปี 2027 ทั้งที่มีกำลังการกลั่นจำกัด หรือสภานิติบัญญัติของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกที่ขยายเวลาการห้ามส่งออกโคบอลต์
สิ่งที่เห็นคือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่ออุตสาหกรรม เมื่อการตัดสินใจทางภูมิรัฐศาสตร์สามารถสร้างความปั่นป่วนใหญ่ต่อห่วงโซ่อุปทานได้ ดังนั้นการมีเสถียรภาพและความโปร่งใสมากขึ้นจึงเป็นสิ่งที่จะช่วยได้จริง
ซาลีม อาลี หนึ่งในผู้เขียนข้อเสนอของยูเอ็นและศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเดลาแวร์ ระบุว่าสถานการณ์นี้ทำให้ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งเร่งด่วน
กรณีซิมบับเวเป็นปัญหา เราขาดการประสานงานในระดับโลก ขณะที่ยังมีการแบ่งแยกเป็นกลุ่มตะวันออก-ตะวันตก เหนือ-ใต้ กองทุนแร่ธาตุโลก จะช่วยลดแนวโน้มชาตินิยม โดยสร้างสภาพแวดล้อมที่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งต่อผู้ผลิตที่สามารถขายเข้าสู่กองทุนได้อย่างต่อเนื่อง และผู้บริโภคที่ได้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อถือได้
ท่ามกลางกระแสความร่วมมือระหว่างประเทศที่อาจเริ่มขยับ ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน สหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับ แร่หายาก ทำให้บริษัทอเมริกันเข้าถึงทรัพยากรจีนได้ง่ายขึ้น เพียงไม่กี่วันต่อมา รัฐมนตรีจากสหรัฐฯ ออสเตรเลีย อินเดีย และญี่ปุ่น ได้เปิดตัว “Quad Critical Minerals Initiative” ความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ
ที่ประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ (G7) ล่าสุด ผู้กำหนดนโยบายได้เปิดตัว “Critical Minerals Action Plan” เพื่อผลักดันห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใส ยั่งยืน และยืดหยุ่นยิ่งขึ้น ขณะที่มองว่ากลุ่ม G20 เป็นเวทีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแนวคิดนี้ ส่วนหนึ่งเพราะจีนซึ่งมีบทบาทสำคัญจะได้มีที่นั่ง และอีกเหตุผลคือสหรัฐฯ จะเป็นประธานในปี 2026
นักวิเคราะห์จาก GlobalData ชี้ว่าการทำให้ประเทศมหาอำนาจยอมเข้าร่วมไม่ใช่เรื่องง่าย ประเทศใหญ่ ๆ อย่างสหรัฐฯ และจีน ไม่อยากเสียการควบคุมอุปทานแร่ ขณะเดียวกันบางประเทศก็ไม่อยากยกอำนาจการกำหนดราคาและการเจรจาต่อรองไปให้เวทีร่วม