คลังชั่งใจขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 10% รัฐต้องมีรายได้เพิ่ม 6 แสนล้าน
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ปัจจุบันรัฐบาลมีรายได้จากภาษี คิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP เพียง 15% ซึ่งยังต่ำกว่า ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกับไทย ราว 3% หรือเราควรจะต้องมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นอีก 6 แสนล้านบาท
ขณะที่อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในปัจจุบัน ได้ปรับลดลงเหลือ 7% จากอัตราตามกฎหมายที่กำหนดไว้ที่ 10% ซึ่งอัตราภาษีที่ 7% นี้จะหมดอายุในเดือนกันยายนนี้ ในระหว่างนี้ตนกำลังพิจารณาชั่งน้ำหนักว่า ควรจะทำอย่างไร
ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้ว อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของไทย ต่ำกว่าหลายๆ ประเทศมาก อย่างไรก็ตามการจะปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังไม่อยู่ในภาวะที่เป็นธรรมชาติ ผลกระทบจากมาตรการภาษีทรัมป์ ซึ่งในเบื้องต้นไทยได้รับอัตราที่ 19% เท่ากับประเทศคู่แข่งของไทย ทำให้สินค้าไทยส่งออกไปสหรัฐ ยังสามารถแข่งขันได้
ส่วนกรณีที่มีความกังวลว่าเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันโตต่ำมาก อาจไม่เหมาะสมในการเพิ่มภาระภาษีนั้น นายพิชัย กล่าวว่า รายได้จากการปรับเพิ่มภาษี VAT ไม่ได้นำไปใช้ในการลดภาระลดหนี้ของประเทศอย่างเดียว แต่ต้องนำไปใช้ให้เกิดการลงทุนเพื่อให้เกิดการจ้างงานในกลุ่มประชาชนรายย่อยด้วย
“หากรัฐบาลตัดสินใจปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็คงจะไม่นำรายได้ที่เพิ่มขึ้นไปลดภาระหนี้สาธารณะอย่างเดียว แต่จะนำไปใช้ Re invest ที่จะเกิดผลดีต่อภาคเอกชน และการจ้างงานของประชาชนรายย่อย”
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงนโยบายการปฏิรูปภาษีผ่าน Negative Income Tax ว่า ต่างประเทศได้เริ่มใช้นโยบายนี้แล้ว ด้วยรูปแบบที่แตกต่างกัน สำหรับประเทศไทยอยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งมีหลายเรื่องที่คำนึงถึง เช่น การกำหนดให้ประชาชนทุกคนต้องยื่นภาษี อาจมีประชาชนกลุ่มที่ยังยื่นภาษีไม่เป็นซึ่งจำนวนมาก นอกจากนี้ยังต้องมีข้อมูลของประชาชนมากพอที่จะทำให้การช่วยเหลือเป็นไปได้อย่างตรงจุด
ส่วนความคืบหน้าเรื่องการเจรจา Regional Value Content หรือ RVC กับสหรัฐฯ เรื่องกำหนดสัดส่วนของชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local Content) นั้น คาดว่าจะไม่มีความรุนแรงกว่าในปัจจุบัน
“เรื่อง Local Content น่าจะอยู่ในจุดที่เรารับได้ ยังบอกไม่ได้ว่าเท่าไรเพราะยังไม่ได้ตกลงกับเรา แต่เขาน่าจะให้เราไม่ถึง 50% อาจจะเป็นไปได้ที่ได้ 40% สหรัฐฯ เขาน่าจะจับจ้องไปที่ประเทศที่เป็น Third Party มากกว่า”
ส่วนเรื่องคดีการเมืองจะส่งผลต่อการเจรจาหรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ทำงานไว้อย่างชัดเจนดังนั้นก็สามารถดำเนินการต่อไปได้เรื่อยๆ
“เรื่องเสถียรภาพการเมืองไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่ประเทศไหนที่มีเสถียรภาพการเมืองดีก็ถือว่าโชคดี ทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่มีอุปสรรค”