‘ชฎาทิพ จูตระกูล’ ผู้นำทัพสยามพิวรรธน์ กับเบื้องหลัง 2 รางวัลเกียรติยศที่ตอกย้ำว่าวิสัยทัศน์ของคนไทยไม่แพ้ใครในโลก
การเดินทางของผู้นำที่มองการณ์ไกลไม่ได้วัดกันที่ความสำเร็จส่วนบุคคล แต่คือการสร้างปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่และยกระดับชื่อเสียงของประเทศให้เป็นที่ประจักษ์ การได้รับการยอมรับจากเวทีนานาชาติจึงเปรียบเสมือนภาพสะท้อนถึงวิสัยทัศน์อันเฉียบคมและความมุ่งมั่นที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
ภาพสะท้อนดังกล่าวปรากฏชัดเจนผ่านความสำเร็จครั้งใหม่ของ ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ที่ได้สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ประเทศไทยอีกครั้ง ด้วยการรับ 2 รางวัลเกียรติยศสูงสุด ทั้งรางวัล ‘Tatler Impact Award for Business 2025’ และรางวัล ‘เพชรพาณิชย์’ ประจำปี 2568
รางวัล Tatler Impact Award นั้นถือเป็นหมุดหมายสำคัญ เพราะเป็นการยกย่องบุคคลผู้สร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในระดับสากล รางวัลดังกล่าวนับเป็นการจารึกชื่อของชฎาทิพ ให้อยู่ในทำเนียบเดียวกับผู้ที่เคยได้รับรางวัล Tatler Impact Awards จากภูมิภาคเอเชียอย่าง เดนนิส โล นักชีววิทยาระดับแนวหน้าด้านโมเลกุล, มาเรีย เรสซา เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และ ชาน ยุย-แลม นักกีฬาพาราลิมปิกผู้ทำลายสถิติโลก
ขณะเดียวกัน รางวัลเพชรพาณิชย์คือเครื่องหมายเชิดชูเกียรติคุณระดับชาติ ที่มอบให้แก่ผู้ทำคุณประโยชน์แก่เศรษฐกิจของประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้นได้รับการยอมรับอย่างสูงทั้งในระดับประเทศและนานาชาติไปพร้อมกัน
วิสัยทัศน์ที่พลิกโฉมภูมิทัศน์ค้าปลีกไทย
ก่อนยุคของสยามพารากอนและไอคอนสยาม วงการค้าปลีกไทยอาจถูกจำกัดอยู่ในกรอบของศูนย์รวมการจับจ่ายใช้สอย แต่ด้วยวิสัยทัศน์ที่แตกต่าง ชฎาทิพ ได้ปฏิวัติแนวคิดเดิมๆ และสร้างสรรค์โครงการที่เป็น ‘จุดหมายปลายทางระดับโลก’ อันเป็นพื้นที่ที่หลอมรวมการค้าปลีก ศิลปะ วัฒนธรรม และนวัตกรรมไว้เป็นหนึ่งเดียว แนวทางดังกล่าวส่งผลให้ทุกโครงการของสยามพิวรรธน์สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศระดับโลกมาแล้วถึง 36 รางวัล
ความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ของไอคอนสยามที่เคยคว้ารางวัลศูนย์การค้าที่ดีที่สุดในโลกจากเวที MAPIC Award ปี 2019 ยังคงได้รับการตอกย้ำ เมื่อโครงการแห่งนี้ได้เป็น Finalist หนึ่งเดียวของไทยที่ได้เข้าชิงรางวัลใหญ่ ‘Most Influential Retail Property Project of the Past 30 Years’
การยืนหยัดเคียงข้างโครงการระดับโลกอย่าง Dubai Mall, Battersea Power Station และ Marina Bay Sands สะท้อนว่าโครงการของคนไทยสามารถสร้างแรงกระเพื่อมและมีอิทธิพลต่อวงการค้าปลีกโลกได้ทัดเทียมกับชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอื่นๆ
สู่การสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้สังคม
ปรัชญาการดำเนินธุรกิจภายใต้การนำของ ชฎาทิพ ไปไกลกว่าการสร้างความสำเร็จเชิงพาณิชย์ แต่หยั่งรากลึกถึงแนวคิด ‘การสร้างคุณค่าร่วมกัน’ (Creating Shared Value) ให้เติบโตไปพร้อมกับสังคม ซึ่งปรากฏเป็นรูปธรรมผ่านพื้นที่อย่าง ‘สุขสยาม’ และ ‘ไอคอนคราฟต์’
พื้นที่ทั้งสองแห่งนี้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นเวทีแห่งโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการและช่างฝีมือจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ เป็นการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เกื้อกูลกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ช่วยยกระดับเศรษฐกิจชุมชนและนำเสนอเสน่ห์ของภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ปรากฏแก่สายตาชาวโลก
แนวทางดังกล่าวคือการเปลี่ยน ‘Local Heroes’ หรือยอดฝีมือจากชุมชน ให้กลายเป็น ‘Global Heroes’ ที่สามารถเติบโตบนเวทีโลกได้อย่างสง่างามและยั่งยืน เป็นการสร้างความสำเร็จที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในองค์กร แต่กระจายออกไปสู่สังคมในวงกว้าง
บทบาทผู้นำในการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ชาติ
บทบาทของชฎาทิพในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านเฟสติวัล ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ คืออีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่สอดคล้องกับการทำงานตลอดมา โครงการต่างๆ ที่สร้างขึ้นล้วนเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ของชาติ
ทุกตารางนิ้วของสยามพารากอนและไอคอนสยาม คือพื้นที่จัดแสดงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร แฟชั่น การออกแบบ หรือศิลปะวัฒนธรรม โครงการเหล่านี้จึงทำหน้าที่เสมือนทูตวัฒนธรรมที่ช่วยสื่อสารตัวตนของประเทศไทยสู่ประชาคมโลกในทุกๆ วัน
เส้นทางการทำงานของ ชฎาทิพ จึงไม่ใช่แค่การสร้างอาคารที่สวยงาม แต่คือการวางรากฐานทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เป็นมรดกที่ถูกจารึกไว้ด้วยความรุ่งเรืองของชุมชน และการยอมรับบนเวทีโลกที่ประเทศไทยได้รับอย่างเต็มภาคภูมิ