“GDP สหรัฐ” โตเกินคาด 3.3% แต่เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากภาษีทรัมป์
"GDP สหรัฐ" โตเกินคาด 3.3% แรงหนุนการลงทุน-การค้า แต่แนวโน้มข้างหน้ายังไม่แน่นอน นักเศรษฐศาสตร์ชี้ภาษีศุลกากรทรัมป์เริ่มกดดันอุปสงค์ อาจทำให้เฟดพิจารณาลดดอกเบี้ยเดือนกันยายน
วันที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 09.43 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวในไตรมาส 2 ของปีนี้เร็วกว่าที่ประเมินเบื้องต้นเล็กน้อย โดยได้แรงหนุนจากการลงทุนภาคธุรกิจที่ฟื้นตัว และผลบวกอย่างมากจากภาคการค้า
ข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่ปรับตามอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งวัดมูลค่าสินค้าและบริการที่ผลิตในประเทศ เพิ่มขึ้นในอัตรา 3.3% ต่อปี ตามการประเมินครั้งที่สองจากสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐฯ (BEA) เมื่อวันพฤหัสบดี สูงกว่าตัวเลขประเมินเบื้องต้นที่ 3%
การลงทุนภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นในอัตรา 5.7% หลังจากขยายตัวแรงในไตรมาสแรก ตัวเลขนี้สูงกว่าที่รายงานครั้งแรกที่ 1.9% โดยการปรับขึ้นสะท้อนถึงการลงทุนในอุปกรณ์ขนส่ง และการขยายตัวที่แข็งแกร่งที่สุดของสินทรัพย์ด้านทรัพย์สินทางปัญญาในรอบ 4 ปี
การฟื้นตัวของ GDP เกิดขึ้นหลังจากไตรมาสแรกหดตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565 เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ เร่งนำเข้าสินค้าก่อนที่มาตรการขึ้นภาษีจะมีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ตามแนวโน้มต่อไปคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวในระดับปานกลาง ขณะที่ผู้บริโภคและภาคธุรกิจยังคงปรับตัวต่อ นโยบายการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
เวโรนิกา คลาร์ก นักเศรษฐศาสตร์ของซิตี้กรุ๊ป และแอนดรูว์ ฮอลเลนฮอร์ส ระบุว่า “การปรับตัวเลขครั้งนี้ไม่ได้เปลี่ยนข้อเท็จจริงที่ว่าความต้องการพื้นฐานในเศรษฐกิจกำลังชะลอตัว ยกเว้นในบางภาคส่วน เราคาดว่าการเติบโตพื้นฐานจะชะลอตัวลงอีก เนื่องจากตลาดแรงงานอ่อนแอ และต้นทุนจากภาษีศุลกากรจะยิ่งกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจ”
ภายหลังการเปิดเผยข้อมูล GDP ค่าเงินดอลลาร์ยังคงอ่อนค่า ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปียังปรับตัวสูงขึ้น นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดดอกเบี้ยในเดือนหน้า
ดัชนีรายได้ประชาชาติรวม (GDI) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดหลักอีกตัวหนึ่งของเศรษฐกิจ เพิ่มขึ้น 4.8% หลังจากขยายตัวเพียง 0.2% ในไตรมาสแรก โดย GDP วัดจากการใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการ ขณะที่ GDI วัดจากรายได้และต้นทุนที่เกิดจากการผลิตสินค้าและบริการเหล่านั้น
กำไรบริษัทเพิ่มขึ้น 1.7% ในไตรมาส 2 หลังจากลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 ในช่วง 3 เดือนแรกของปี ประเด็นสำคัญคือบริษัทอเมริกันจะเลือกขึ้นราคาสินค้าเพื่อผลักภาระจากภาษีศุลกากรไปยังผู้บริโภค หรือจะรับต้นทุนไว้เอง ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2568
ตัวชี้วัดกำไรหลังหักภาษีของบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงินต่อมูลค่าเพิ่มรวม (proxy ของ margin) ทรงตัวที่ 15.7% สูงกว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่ทศวรรษ 1950 จนถึงก่อนการแพร่ระบาด
ภาคการส่งออกสุทธิสร้างผลบวกต่อ GDP เกือบ 5 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุด หลังจากไตรมาสแรกยังเป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจ โดยการคำนวณ GDP จะหักลบสินค้านำเข้าที่ผลิตนอกประเทศ แม้ว่าจะมีการบริโภคก็ตาม
การบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ เติบโต 1.6% ต่อปี เทียบกับการประเมินเบื้องต้นที่ 1.4% แต่ยังต่ำกว่าช่วงไตรมาสแรกซึ่งเป็นการขยายตัวช้าที่สุดตั้งแต่เริ่มการระบาดโควิด-19
ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ตั้งแต่วอลมาร์ทไปจนถึงโฮมดีโป ยังคงแสดงความเชื่อมั่นต่อความแข็งแกร่งของผู้บริโภคสหรัฐฯ แม้ว่าผลกระทบจากราคาสินค้าที่สูงขึ้นจากภาษีศุลกากรกำลังปรากฏให้เห็นมากขึ้นบนชั้นวางสินค้า
นักเศรษฐศาสตร์ยังให้ความสนใจกับตัวชี้วัดที่แคบลงคือ “ยอดขายขั้นสุดท้ายต่อผู้ซื้อภาคเอกชนภายในประเทศ” ซึ่งสะท้อนอุปสงค์ภาคเอกชนโดยตรง ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้น 1.9% ต่อปีในไตรมาส 2
รายงาน GDP ยังระบุว่าดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ที่ไม่รวมอาหารและพลังงาน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เพิ่มขึ้น 2.5% ในไตรมาส 2 เท่ากับที่ประเมินไว้ก่อนหน้า โดยข้อมูล PCE เดือนกรกฎาคมที่จะเปิดเผยในวันศุกร์นี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อการใช้จ่ายจริงและการเติบโตของค่าจ้างในไตรมาส 3
เฟดกำลังจับตาว่าภาษีศุลกากรของทรัมป์จะผลักดันเงินเฟ้อสูงขึ้นหรือไม่ โดยเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่งานประชุมประจำปีที่แจ็กสันโฮล รัฐไวโอมิง ว่าผลกระทบของภาษีต่อราคานั้นเห็นได้ชัดเจนแล้ว แต่ก็เปิดช่องอย่างระมัดระวังถึงความเป็นไปได้ที่จะลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายน เนื่องจากความเสี่ยงที่ตลาดแรงงานอาจอ่อนแรงลง
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐยังเริ่มเผยแพร่ข้อมูล GDP บนเครือข่ายบล็อกเชนสาธารณะเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นช่องทางเพิ่มเติม ไม่ใช่การแทนที่รูปแบบการเผยแพร่ข้อมูลแบบเดิม
รายงานแยกต่างหากชี้ว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานซ้ำ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดจำนวนผู้ที่ยังคงได้รับสิทธิการว่างงาน ลดลงในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 16 ส.ค. ซึ่งตรงกับช่วงการเก็บข้อมูลสำหรับรายงานการจ้างงานประจำเดือนของรัฐบาล ข้อมูลการจ้างงานเดือนสิงหาคมจะเปิดเผยในสัปดาห์หน้า
อ้างอิง : www.bloomberg.com