วุ่นต่ออีกรอบ! ศาลอุทธรณ์สหรัฐชี้ภาษีทรัมป์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ศาลอุทธรณ์รัฐบาลกลางสหรัฐมีมติเมื่อวันศุกร์ (ตามเวลาท้องถิ่น) ว่ามาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรส่วนใหญ่ในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งถือเป็นการบั่นทอนความชอบธรรมของการใช้อัตราภาษีเป็นเครื่องมือหลักทางเศรษฐกิจและนโยบายการค้าระหว่างประเทศของผู้นำสหรัฐจากพรรครีพับลิกัน
อย่างไรก็ดี ศาลมีคำสั่งให้มาตรการเก็บภาษีดังกล่าวยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปจนถึงวันที่ 14 ตุลาคม เพื่อเปิดโอกาสให้ฝ่ายบริหารของทรัมป์สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสหรัฐ
คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาควงจรสหพันธรัฐ (U.S. Court of Appeals for the Federal Circuit) ด้วยคะแนนเสียง 7 ต่อ 4 ได้ระบุว่ากฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ที่ทรัมป์ใช้อ้างอิงนั้น ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีโดยตรงในการกำหนดอัตราภาษีหรือตำหนิภาษีศุลกากรแต่อย่างใด โดยชี้ว่าเจตนารมณ์ของสภาคองเกรสไม่ใช่การเปิดช่องให้อำนาจของประธานาธิบดีในการจัดเก็บภาษีขยายอย่างไร้ขอบเขต
การตัดสินดังกล่าวครอบคลุมถึงมาตรการที่ทรัมป์เรียกว่า “ภาษีตอบโต้” ซึ่งถูกนำมาใช้ในเดือนเมษายน รวมถึงมาตรการภาษีที่ประกาศในเดือนกุมภาพันธ์กับจีน แคนาดา และเม็กซิโก โดยมีการยกเหตุผลด้านความมั่นคงและการควบคุมยาเสพติดข้ามพรมแดนมาเป็นเหตุผลสนับสนุน
แม้คำวินิจฉัยจะไม่กระทบกับมาตรการภาษีอื่น ๆ ที่อ้างอิงกฎหมายแตกต่างกัน เช่น ภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม แต่ก็ถือเป็นการจำกัดขอบเขตการใช้ IEEPA ในการจัดเก็บภาษีศุลกากร ซึ่งทรัมป์เป็นผู้นำสหรัฐคนแรกที่ใช้กฎหมายนี้ในลักษณะดังกล่าว
ทั้งนี้ มีการฟ้องร้องต่อศาลหลายคดี โดยบางคดีนำโดยธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐ และบางคดีโดยกลุ่มรัฐที่มีผู้ว่าการจากพรรคเดโมแครต ซึ่งต่างยืนยันว่าการใช้อำนาจดังกล่าวของประธานาธิบดีไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากรัฐธรรมนูญสหรัฐกำหนดให้การออกกฎหมายภาษีและอัตราศุลกากรเป็นอำนาจโดยตรงของสภาคองเกรส
ปัจจุบัน กระทรวงการคลัง สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ และกระทรวงพาณิชย์ ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็นต่อคำตัดสินดังกล่าว ขณะที่นักวิเคราะห์ชี้ว่า ภาคธุรกิจยังคงดำเนินการตามสมมติฐานว่ามาตรการภาษีจะยังคงมีผลต่อไปจนกว่าจะมีการตัดสินขั้นสุดท้าย