เงินบริจาค vs ค่าสนับสนุน แตกต่างกันอย่างไร
ในสังคมไทย มักมีการใช้คำว่า “เงินบริจาค” (Donation) และ “ค่าสนับสนุน” (Sponsorship) สลับกันอยู่บ่อยครั้ง แต่หากพิจารณาตามหลักกฎหมายและการเงินแล้ว ทั้งสองคำนี้มีความหมายและผลทางภาษีที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสามารถยืนยันได้จาก กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ที่กำหนดชัดเจนว่า เงินบริจาคถือเป็นการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ขณะที่ค่าสนับสนุนมักจัดอยู่ในลักษณะ “ค่าใช้จ่ายเพื่อโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์”
แหล่งข้อมูลจาก กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ระบุชัดเจนว่า เงินบริจาค ถือเป็นการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ขณะที่ ค่าสนับสนุน ส่วนใหญ่มักถูกตีความเป็น “ค่าใช้จ่ายเพื่อโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์” ที่บริษัทหรือองค์กรนำมาใช้เพื่อสร้างประโยชน์กลับคืน
ในทำนองเดียวกัน ธนาคารกรุงไทย (KTAM) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หากเป็นเงินบริจาคที่ถูกต้องตามเกณฑ์ โดยเฉพาะเมื่อทำผ่านระบบ e-Donation ผู้บริจาคสามารถนำยอดเงินดังกล่าวไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวน หรือในบางกรณีสามารถหักลดหย่อนได้ถึง 2 เท่า เช่น บริจาคเพื่อการศึกษาและโรงพยาบาล ในขณะที่ค่าสนับสนุน แม้จะสามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายธุรกิจได้ แต่ไม่ถือเป็นการบริจาคที่ใช้ลดหย่อนภาษีตามมาตรการของรัฐ
เงินบริจาค : “ให้เพื่อสังคม”
เงินบริจาค (Donation) หมายถึงการให้โดยปราศจากเงื่อนไขตอบแทน ไม่ว่าจะเป็นเงินสด สิ่งของ หรือการให้บริการ (In-Kind Donation) จุดมุ่งหมายหลักคือการสนับสนุนสังคม ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา ศาสนา สาธารณสุข หรือการกุศลอื่น ๆ
ข้อได้เปรียบที่สำคัญคือ สิทธิทางภาษี โดยผู้บริจาคสามารถนำเงินไปหักลดหย่อนภาษีได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น
– บริจาคเพื่อการศึกษา/โรงพยาบาล หักได้ 2 เท่า ของยอดบริจาค
– บริจาคทั่วไปผ่าน e-Donation หักได้เต็มจำนวนตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริจาค เพราะระบบ e-Donation มีการตรวจสอบและป้องกันการนำหลักฐานปลอมมาใช้【DDproperty†4】
นอกจากเรื่องภาษีแล้ว การบริจาคยังสะท้อนภาพลักษณ์ด้าน ความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ขององค์กรได้อย่างชัดเจน
ค่าสนับสนุน : “ให้เพื่อการตลาด”
ค่าสนับสนุน (Sponsorship) แตกต่างออกไปตรงที่มักมีผลประโยชน์ตอบแทนกลับมา เช่น การขึ้นป้ายโลโก้ การโปรโมตชื่อบริษัท หรือการได้รับสิทธิพิเศษในกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง การสนับสนุนในลักษณะนี้มักถูกมองว่าเป็น การลงทุนทางการตลาด มากกว่าการกุศล
ในเชิงกฎหมายภาษี ค่าสนับสนุนจึงมักถูกจัดให้อยู่ในหมวด “ค่าใช้จ่ายเพื่อโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์” ไม่ใช่เงินบริจาค และไม่สามารถนำมาหักภาษีได้ในลักษณะเดียวกับเงินบริจาค แต่สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางธุรกิจได้ ซึ่งเหมาะกับบริษัทที่ต้องการ สร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือสังคม
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เงินบริจาค vs ค่าสนับสนุน แตกต่างกันอย่างไร
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net