“ลิซา คุก” ฟ้อง “ทรัมป์” ปมพยายามปลด ชี้บั่นทอนอิสระ-เสี่ยงกระทบเสถียรภาพการเงินสหรัฐ
"ลิซา คุก" ผู้ว่าการเฟด ยื่นฟ้องต่อศาลสหรัฐขอคำสั่งห้ามชั่วคราว หลังทรัมป์พยายามปลดจากตำแหน่งโดยอ้างข้อกล่าวหาฉ้อโกงจำนอง ชี้บั่นทอนอิสระ-เสี่ยงกระทบเสถียรภาพการเงินสหรัฐ
วันที่ 28 สิงหาคม 2568 เวลา 23.51 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ลิซา คุก (Lisa Cook) ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) ได้ยื่นฟ้องประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยระบุว่า ความพยายามในการปลดเธอจากตำแหน่งเป็นการช่วงชิงอำนาจ (power grab) ที่อาจสร้างความเสียหายร้ายแรง (irreparable harm) ต่อเศรษฐกิจสหรัฐ
ลิซา คุก โต้แย้งข้อกล่าวหาเรื่องการฉ้อโกงจำนองที่ทรัมป์อ้างว่าเป็นเหตุผลในการปลด โดยชี้ว่าเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อยึดอำนาจการควบคุมเฟด การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบเดิมที่ทรัมป์เคยทำมาแล้ว ทั้งความพยายามบังคับให้เจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ลาออก และกดดันเฟดให้ลดอัตราดอกเบี้ย
ลิซา คุก ได้ยื่นคำร้องต่อผู้พิพากษาเจีย คอบบ์ (Jia Cobb) แห่งศาลแขวงสหรัฐ กรุงวอชิงตัน เพื่อขอคำสั่งห้ามชั่วคราว (temporary restraining order) ไม่ให้การปลดเธอมีผลระหว่างการพิจารณาคดี โดยระบุว่าคำสั่งดังกล่าวจำเป็นเพื่อรักษาสถานะเดิมของเฟดและคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ
อับบี โลเวลล์ (Abbe Lowell) ทนายความของคุก กล่าวว่า “ผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้นของประธานาธิบดีมักขัดแย้งกับนโยบายการเงินที่รอบคอบ …คณะกรรมการผู้ว่าการที่เป็นอิสระทางการเมืองสามารถตัดสินใจที่เหมาะสม แม้อาจไม่เป็นที่นิยม เช่น การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งมีความสำคัญต่อสุขภาพทางการเงินระยะยาวของประเทศ”
ผู้พิพากษาคอบบ์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้กำหนดนัดไต่สวนฉุกเฉินในเช้าวันศุกร์
ความขัดแย้งเฟด–ทำเนียบขาวทวีความรุนแรง
คดีความครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับการปะทะระหว่างทำเนียบขาวกับเฟด ซึ่งปฏิเสธแรงกดดันของทรัมป์ที่ต้องการให้ลดดอกเบี้ย ด้านทรัมป์ยืนยันว่ามีเหตุผลอันชอบธรรม (cause) ในการปลดลิซา คุก โดยกล่าวหาว่าเธอเคยถูกกล่าวหาว่าโกหกในเอกสารทางการเงิน
คุช เดไซ (Kush Desai) โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า “ประธานาธิบดีได้ตัดสินว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะปลดผู้ว่าการซึ่งถูกกล่าวหาอย่างน่าเชื่อถือว่ากุเรื่องเอกสารการเงินออกจากตำแหน่งอ่อนไหวที่กำกับสถาบันการเงิน การปลดด้วยเหตุผลจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความรับผิดชอบของคณะผู้ว่าการเฟดต่อทั้งตลาดและประชาชนอเมริกัน”
โดยคำฟ้องของลิซา คุก ไม่ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องจำนองอย่างชัดเจน แต่ได้เสนอแนวทางป้องกัน โดยระบุว่าบางส่วนของเอกสารกู้จำนองอาจถูกกรอกผิดโดยไม่เจตนา
อย่างไรก็ตามคุกยืนยันว่าพฤติกรรมดังกล่าว หากเกิดขึ้นจริง ไม่เข้าข่ายเหตุผลในการปลด ภายใต้กฎหมาย Federal Reserve Act เนื่องจากยังไม่ได้รับการพิสูจน์ และเกิดขึ้นก่อนที่วุฒิสภาจะให้สัตยาบันแต่งตั้ง จึงไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบัน
คำฟ้องชี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ลิซา คุกระบุว่าความพยายามของทรัมป์ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและผิดกฎหมาย โดยหากการปลดมีผลจริง จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์คณะผู้ว่าการเฟด และจะบ่อนทำลายความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และสุดท้ายจะกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินประเทศ
เธอยืนยันว่าจะต่อสู้เพื่อดำรงตำแหน่งจนหมดวาระปี 2581 และขอให้ศาลสั่งห้ามเฟดปฏิบัติตามคำสั่งของประธานาธิบดี
มิติทางการเมืองและตลาดการเงิน
คำตัดสินที่จะออกมาในอีกไม่กี่วันหรือสัปดาห์ข้างหน้าอาจเพิ่มความกังวลของนักลงทุน ว่าความพยายามของทรัมป์จะทำลายความเป็นอิสระของเฟด ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของตลาดสหรัฐฯ และความน่าเชื่อถือด้านเครดิตของประเทศ
ลิซา คุกยกตัวอย่างปฏิกิริยาของตลาดว่าเป็นหลักฐานยืนยันความสำคัญของการรักษาอิสระของเฟด โดยระบุว่า “ทันทีที่ทรัมป์ประกาศปลดคุก ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลหลัก”
คุกยื่นฟ้องเพียงไม่กี่วันหลังจากทรัมป์โพสต์จดหมายในโซเชียลมีเดีย แจ้งว่าได้ปลดเธอออกจากตำแหน่งทันที เนื่องจากพฤติกรรม “หลอกลวงและอาจเข้าข่ายอาชญากรรมทางการเงิน”
โพสต์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากบิล พัลท์ (Bill Pulte) ผู้อำนวยการ Federal Housing Finance Agency กล่าวหาว่าคุกโกหกในคำขอกู้ปี 2564 สำหรับอสังหาริมทรัพย์สองแห่งในรัฐมิชิแกนและจอร์เจีย โดยอ้างว่าแต่ละแห่งจะถูกใช้เป็นที่อยู่อาศัยหลักเพื่อรับสิทธิประโยชน์ด้านเงื่อนไขกู้ ทั้งที่ยื่นห่างกันเพียง 2 สัปดาห์
คำฟ้องระบุว่าคุกไม่เคยได้รับโอกาสตอบข้อกล่าวหาก่อนที่พัลท์จะส่งเรื่องต่อให้มีการสอบสวนทางอาญา และจนถึงปัจจุบันยังไม่มีการตั้งข้อหากับเธอ
กฎหมาย “for cause” และเดิมพันทางการเมือง
คดีนี้อาจขึ้นอยู่กับการตีความว่าเหตุผลอันชอบธรรม (for cause) ภายใต้กฎหมาย Federal Reserve Act ให้อำนาจประธานาธิบดีมากน้อยเพียงใด โดยกฎหมายปี 1913 ระบุว่าสามารถปลดผู้ว่าการเฟดได้หากมีเหตุผล แต่ไม่ได้กำหนดชัดเจนว่าหมายถึงอะไร
โดยทั่วไป คำว่า “for cause” มักหมายถึง 3 กรณี ได้แก่
- การไร้ประสิทธิภาพ (inefficiency)
- การละเลยหน้าที่ (neglect of duty)
- การประพฤติมิชอบ (malfeasance) ในการปฏิบัติหน้าที่
ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าข้อกล่าวหาเรื่องจำนองที่มีต่อคุกจะเข้าข่ายหรือไม่
อ้างอิง : www.bloomberg.com