สทนช. รับข้อสั่งการ 'ประเสริฐ' เร่งคลี่คลายผลกระทบ คาจิกิ ในลุ่มน้ำยม-น่าน ป้องกันน้ำล้นกระทบวงกว้าง
สทนช. รับข้อสั่งการ ‘ประเสริฐ’ เร่งคลี่คลายผลกระทบ คาจิกิ ในลุ่มน้ำยม-น่าน ป้องกันน้ำล้นกระทบวงกว้าง
สทนช. หารือหน่วยงานและจังหวัดเร่งบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำยม – น่าน หลังพายุ “คาจิกิ” ส่งผลกระทบหนัก และเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนสิริกิติ์เป็น 50 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน เพื่อรักษาเสถียรภาพเขื่อนและความปลอดภัยของประชาชน โดยจัดการจราจรน้ำให้สอดคล้องกันตลอดเส้นทาง
เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุมหารือการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำยม – น่าน และการลดผลกระทบจากการระบายน้ำเขื่อนสิริกิติ์ และการเตรียมความพร้อมกรณีเปิดทางระบายน้ำล้นฉุกเฉิน พร้อมด้วย นางพัชรวีร์ สุวรรณิก รองเลขาธิการ สทนช. นายไวฑิต โอชวิช ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์น้ำ รักษาราชการแทนรองเลขาธิการ สทนช. โดยมีนายสมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย กล่าวต้อนรับ รวมทั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร ผู้แทนจังหวัดในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยลุ่มน้ำยม – น่าน ศาลากลางจังหวัดสุโขทัย และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ จากนั้นได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและการเตรียมความพร้อมรับมือในจังหวัดสุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และพิจิตร ตามลำดับ
ดร.สุรสีห์ เปิดเผยว่า จากอิทธิพลของพายุ “วิภา” ต่อเนื่องด้วย พายุ “คาจิกิ” ในช่วงที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อพื้นที่ลุ่มน้ำยม – น่าน โดยเฉพาะลุ่มน้ำยมที่มีปริมาณน้ำจำนวนมาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) จึงได้มอบหมายให้ สทนช. ลงพื้นที่หารือแนวทางการบริหารจัดการน้ำเพื่อคลี่คลายสถานการณ์อย่างเร่งด่วน โดยในวันนี้กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) รายงานว่า พายุโซนร้อนบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลางจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามในช่วง
เย็นวันนี้ ก่อนจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำพัดปกคลุมประเทศไทย ส่งผลให้ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม จะมีฝนตกเพิ่มขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือตอนล่างและบางส่วนของภาคเหนือตอนบน นอกจากนี้ คาดว่าในเดือนกันยายนจะยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่นต่อเนื่องจากร่องมรสุมและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และยังมีโอกาสที่จะเกิดพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยตอนบนได้ ที่ประชุมจึงได้พิจารณาแนวทางเร่งระบายน้ำออกจากลุ่มน้ำยมภายใน 2 วันนี้ โดยกรมชลประทานจะเพิ่มการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำคลองหกบาท จาก 300 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที เป็น 380 ลบ.ม. ต่อวินาที โดยปริมาณน้ำจะไหลผ่านไปทางแม่น้ำยมสายเก่าประมาณ 170 ลบ.ม. ต่อวินาที และคลองยม – น่าน 210 ลบ.ม. ต่อวินาที พร้อมทั้งได้เพิ่มการติดตั้งเครื่องสูบน้ำที่บริเวณประตูระบายน้ำบางแก้ว เพื่อเร่งระบายน้ำจากแม่น้ำยมสายเก่า โดยทั้งหมดจะไหลรวมลงสู่แม่น้ำน่านต่อไป
ขณะเดียวกัน ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำน่านก็เพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันเขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำถึงร้อยละ 85 ของความจุเก็บกัก ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการปรับลดการระบายของเขื่อนลงเหลือไม่เกิน 40 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ท้ายน้ำ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องปรับการระบายน้ำของเขื่อนสิริกิติ์ให้เพิ่มขึ้นอยู่ในอัตรา 50 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน เตรียมรองรับน้ำที่จะไหลเข้ามาเพิ่ม เพื่อป้องกันความเสี่ยงน้ำล้นและกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของตัวเขื่อน เนื่องจากหากเกิดกรณีดังกล่าวจะก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ทั้งนี้ ให้กรมชลประทานจัดการจราจรน้ำของเขื่อนผาจุก เขื่อนนเรศวร เขื่อนพญาแมน ประตูระบายน้ำมะขามสูง รวมถึงเขื่อนเจ้าพระยาให้สอดคล้องกัน เพื่อสนับสนุนประสิทธิภาพการระบายน้ำของพื้นที่ตอนบนให้ได้มากที่สุด พร้อมทั้งกำชับให้จังหวัดท้ายเขื่อนประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจแก่ประชาชนและเตรียมพร้อมบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อย่างรัดกุม โดยทุกหน่วยงานพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการดำเนินการเชิงป้องกัน การช่วยเหลือขณะเกิดเหตุ และการเยียวยาผู้ประสบภัย ตามนโยบายของรัฐบาล และยืนยันว่าจะมีการปรับการระบายน้ำของเขื่อนสิริกิติ์ให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงเวลามากที่สุด โดยคำนึงถึงปริมาณฝนและมวลน้ำที่ระบายมาจากลุ่มน้ำยม เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ด้านท้ายน้ำ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สทนช. รับข้อสั่งการ ‘ประเสริฐ’ เร่งคลี่คลายผลกระทบ คาจิกิ ในลุ่มน้ำยม-น่าน ป้องกันน้ำล้นกระทบวงกว้าง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th