'พิชัย' เปิดแผนลดขาดดุลการคลังเหลือ 3% เพิ่มรายได้รัฐ-หนุนดึงลงทุนเพิ่ม
‘พิชัย’ เผยแนวทางการลดขาดดุลการคลังจาก 4% เหลือ 3% ชี้ต้องเพิ่มรายได้-บริหารทรัพย์สินรัฐ ดึงการลงทุนหนุนเศรษฐกิจเพิ่ม
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษภายในงานสัมมนาวิชาการของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ประจำปี 2568 “Fiscal Transformation พลิกโฉมการคลังไทยสู่ความยั่งยืน” ว่าการจะไปสู่ความยั่งยืนจำเป็นต้องเริ่มจากการปรับสมดุลภายในก่อน เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินและการคลังในระยะยาว
โดยปัจจุบันการคลังของประเทศยังไม่สมดุล ตัวชี้วัดคือระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่เพิ่มจากราว 48% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เป็นประมาณ 65% หรือคิดเป็นยอดหนี้จาก 5 ล้านล้านบาท เป็น 12 ล้านล้านบาท ซึ่งยังมีช่องว่างในการสร้างหนี้เพิ่มได้อีก 5% หรือประมาณ 1 ล้านล้านบาท
ปัญหาสำคัญมาจากภาระขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ขาดดุลงบประมาณ 4% กว่าของจีดีพี หรือราว 8.5 แสนล้านบาทต่อปี ขณะที่เป้าหมายใน 1-2 ปีข้างหน้าคือการลดขาดดุลเหลือ 3% ของจีดีพี ซึ่งไม่ใช่การลดหนี้ แต่ต้องเพิ่มรายได้ของภาครัฐให้ครอบคลุมรายจ่าย โดยมาจากแผนงานหลัก 2-3 แนวทาง ได้แก่
แนวทางที่ 1 การลดการขาดดุลไม่ได้หมายถึงการลดจำนวนการใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว แต่สามารถทำได้โดยการเพิ่มรายได้ของรัฐให้มากขึ้นด้วย จริง ๆ แล้ว หากไปลดการใช้จ่ายมากเกินไปก็จะกระทบต่อการลงทุนของภาครัฐ
“ปัจจุบันการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานก็ยังมีไม่มากนัก ขณะเดียวกัน การปรับปรุงระบบราชการก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำอยู่ดี ดังนั้น คำถามว่าลดขาดดุลได้หรือไม่ ผมยังเชื่อว่าเป็นไปได้” นายพิชัยกล่าว
ส่วนแนวทางที่ 2 ในการทำให้การขาดดุลลดลงเหลือประมาณ 3% จะเร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับการจัดหารายได้ ซึ่งรายได้ของรัฐไม่ได้มาจากภาษีอย่างเดียว แต่ยังมาจากทรัพย์สินของรัฐที่มีอยู่ หากบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพก็จะเป็นแหล่งรายได้สำคัญ อีกทั้งยังสามารถนำทรัพย์สินเก่าของรัฐบาลมาปรับรูปแบบ หรือสร้างมูลค่าใหม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศทั่วโลกทำกัน
ดังนั้น การลดการขาดดุลลงต่ำ ๆ เป็นผลดีต่อการชะลอการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะ แต่ในอีกมุมหนึ่ง หากประเทศพร้อมจะก้าวไปข้างหน้าและต้องการการเติบโต การขาดดุลมากขึ้นบ้างก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้ภาครัฐมีงบประมาณในการลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งการลงทุนภาครัฐแต่ละครั้งก็จะช่วยสนับสนุนและดึงดูดการลงทุนของภาคเอกชนด้วย โดยสิ่งสำคัญคือ การขาดดุลต้องมั่นใจว่างบประมาณที่ใช้ไปนั้น ลงในส่วนที่ช่วยเสริมการเติบโตของภาคเอกชนจริง ๆ
“ไทยจัดเก็บภาษีสุทธิอยู่ราว 15% ของจีดีพี ต่ำกว่ามาตรฐานของประเทศที่มีลักษณะเศรษฐกิจคล้ายคลึงกันประมาณ 3% หากปรับเพิ่มได้ถึง 18% จะสามารถเพิ่มรายได้ภาครัฐได้ราว 6 แสนล้านบาท”
ขณะที่การขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็น 70% จะเป็นทางเลือกสุดท้ายหรือไม่ มองว่าการขยายเพดานหนี้ไม่ใช่ทางเลือกสุดท้าย แต่เป็นมาตรการที่สามารถพิจารณาได้หากถึงเวลาจำเป็น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะพยายามรักษาระดับหนี้ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ โดยการปรับปรุงรายได้และประสิทธิภาพการคลัง
นอกจากนี้ ยังต้องมีการปรับปรุงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ และการบริหารโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สายส่งไฟฟ้าและทางด่วน เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมและลดภาระหนี้ เพื่อฟื้นฟูอัตราการลงทุนและเศรษฐกิจให้กลับไปสู่ระดับ 30-35% ของจีดีพี ต้องสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ผ่านการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น
1.ที่ดิน โดยเปิดให้เช่าใช้ยาว 99 ปีผ่าน BOI และเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC เพื่อสร้างความมั่นใจในการลงทุน
2.พลังงาน ซึ่งต้องเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอ รองรับการลงทุนใหม่ พร้อมสนับสนุนพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์และไบโอแก๊ส ต้นทุนต่ำกว่า 3 บาท/หน่วย
3.น้ำ จะต้องจัดสรรน้ำเพื่อการอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมให้เพียงพอ ผ่านรัฐวิสาหกิจและนิคมอุตสาหกรรม
4.Ease of Doing Business จะต้องปรับปรุงกระบวนการอนุมัติ การออกใบอนุญาต และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานราชการ เพื่อให้นักลงทุนทำธุรกิจง่ายขึ้น
ทั้งนี้ การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) นอกจากจะเข้ามาประมาณ 1 ล้านล้านบาทต่อปีแล้ว ยังช่วยสร้างการลงทุนต่อเนื่องของภาคเอกชนไทยอีกหลายล้านล้านบาท ซึ่งรวมถึงการพัฒนาซัพพลายเชนและอุตสาหกรรมใหม่ เช่น รถไฟฟ้า, Data Center, AI และคลาวด์
“ด้วยมาตรการเหล่านี้ หากสามารถดึงการลงทุนรวมทั้งภาครัฐและเอกชนกลับขึ้นไปถึง 30-35% ของจีดีพี จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยกลับสู่เส้นทางการเติบโตที่แข็งแกร่ง และสร้างการลงทุนต่อเนื่องในภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ” รมว.คลังกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘พิชัย’ เปิดแผนลดขาดดุลการคลังเหลือ 3% เพิ่มรายได้รัฐ-หนุนดึงลงทุนเพิ่ม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net