เร่งคลอด FTA-EU ช่วยส่งออกไทย เปิด 6 บทสำคัญยุคโลกการค้าเดือด
ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาด้านเศรษฐกิจในหลายด้าน ส่งผลให้หน่วยงานภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ จำเป็นจะต้องหาช่องทางในการเปิดตลาดใหม่ เพื่อยังคงการแข่งขันการค้า-การส่งออกของไทยในเวทีโลก การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป ถือว่าเป็นแต้มต่อสำคัญที่ภาคเอกชนมีความต้องการให้ภาครัฐเร่งเดินหน้า เพื่อสรุปข้อตกลงและใช้โอกาสเป็นช่องทางการส่งออกไทยไปในตลาดยุโรป ล่าสุดปลายเดือนกันยายนปี 2568 จะมีการเดินหน้าหารือกันในรอบที่ 7 โดยคาดหวังว่าจะเห็นเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
EU คู่ค้าอันดับ 4 ของไทย
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในงานเสวนารับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป ภายใต้หัวข้อ VOICE x VISION : Thai-EU FTA in Focus เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ว่า การเจรจา FTA ไทย-EU เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญลำดับต้นของรัฐบาล เนื่องจาก EU เป็นคู่ค้าสำคัญเป็นอันดับที่ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น โดยในปี 2567 มีมูลค่าการค้ารวม 43,533 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ มูลค่ากว่า 24,205 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ รวมถึงเคมีภัณฑ์ มูลค่าการนำเข้ากว่า 19,743 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
หวังอียูช่วยหนุนอุตฯอนาคต
นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จากการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป โดยเฉพาะกรณีจัดซื้อจัดจ้าง งานด้านทรัพย์สินทางปัญญา พลังงานและวัตถุดิบที่มุ่งสู่พลังงานสีเขียว ทั้งนี้ การประชุมครั้งที่ 7 ซึ่งจะมีขึ้นปลายเดือนกันยายน 2568 นี้ ณ กรุงบรัสเซลส์ สหภาพยุโรป ซึ่งไทยตั้งเป้าเดินหน้าเจรจาให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด แต่ยังคงยึดหลัก “ความเร็วที่มาพร้อมคุณภาพ” เพื่อให้ข้อตกลงครั้งนี้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ประกอบการ เกษตรกร และประชาชนไทยทุกกลุ่มอย่างแท้จริง โดยคาดหวังเห็นความคืบหน้าเพราะข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยดึงดูดนักลงทุนจากยุโรป โดยเฉพาะอุตสาหกรรมในอนาคต เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ พลังงานหมุนเวียน และยานยนต์ไฟฟ้า อีกทั้งยังช่วยยกระดับมาตรฐานการค้าไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและแรงงานของสากล
6 บทสำคัญของ FTA-EU
นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทยกล่าวว่า การทำความตกลง FTA กับสหภาพยุโรป (EU) ถือเป็นความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สำหรับไทยในการขยายตลาดใหม่ ๆ และสร้างแต้มต่อในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูงและยกระดับการค้าของไทยสู่เวทีโลก โดยหากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ลาว เวียดนาม และสิงคโปร์ ที่ทำข้อตกลงการค้าเสรีกับ EU ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกของเวียดนามสูงขึ้นถึง 50% ขณะเดียวกัน EU กำลังเร่งปิดดีลกับอินโดนีเซีย ผ่านข้อตกลงทางการเมืองระหว่างผู้นำ มีความพยายามปิดดีลให้สำเร็จภายในปีนี้ พร้อมกับมีคู่แข่งสำคัญในภูมิภาค ได้แก่ ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย กำลังเร่งเจรจาการค้ากับ EU เช่นกัน
“ตอนนี้ไทยกำลังสมัครเป็นสมาชิก OECD ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีมาตรฐานสูงและสอดคล้องกับมาตรฐานของ EU ถ้าเราเจรจากับ EU สำเร็จ การเจรจาอื่น ๆ ก็จะสำเร็จได้ไม่ยาก” นายวีระพงษ์กล่าว
สำหรับข้อตกลงใหม่และความท้าทายของการเจรจาระหว่างไทยและ EU ยกตัวอย่างเช่น บทที่ 1 การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน ต้องยอมรับว่าอียูเป็นเจ้าแห่งกฎระเบียบแห่งมาตรฐานสีเขียวและการเคารพสิทธิมนุษยชน สามารถเป็นกฎกติกาในการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมสีเขียว บทที่ 2 การค้าดิจิทัล สอดรับกับการเติบโตด้านเทคโนโลยีดิจิทัลข้ามพรมแดน ต้องกำหนดกติกาและโครงสร้างพื้นฐานด้านการไหลเวียนข้อมูลข้ามพรมแดน การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความปลอดภัยทางไซเบอร์
บทที่ 3 เป็นบทที่แปลกใหม่และท้าทายต่อไทย คือ อาหารที่ยั่งยืน สอดคล้องกับความต้องการด้านอาหารที่เป็นมิตรกับผู้บริโภค บทที่ 4 การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ให้มีการโปร่งใสและแข่งขันได้ โดยเฉพาะการเปิดให้มีการแข่งขันจากทั้งสองฝ่ายมากขึ้น บทที่ 5 ทรัพย์สินทางปัญญา สะท้อนความสำคัญของนวัตกรรมและการคุ้มครองสิทธิสร้างสรรค์ และมาตรฐานบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และปกป้องสินค้าจากการถูกละเมิด และบทที่ 6 การรักษาความมั่นคงทางวัตถุดิบ เชื่อมโยงกับกระแสการเปลี่ยนไปสู่พลังงานสะอาดซึ่งไทยมีจุดแข็งและโอกาสในการพัฒนาได้มุ่งเน้นการกระจายสินค้าและสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว
นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (จร.) เปิดเผยว่า การเจรจาในขณะนี้มีความก้าวหน้าไปในทิศทางที่ดีและเกินความคาดหมาย แต่หนทางยังมีอยู่พอสมควรและค่อนข้างท้าทาย ดังนั้นถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนทั้งการผลิต การบริการ มาตรฐานต่าง ๆ เพื่อก้าวไปข้างหน้า ล่าสุดอินโดนีเซียกำลังจะปิดดีลกับอียู นั่นหมายความว่าอินโดฯจะได้เปรียบทางการค้ากับอียูแน่นอน
ใช้กองทุนช่วยอุตฯเปราะบาง
นางยุพิน บุญศิริจันทร์ กรรมการสภาอุตสากรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวว่า FTA มีทั้งผลบวกและผลลบ ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวรับมือได้มากน้อยเพียงใด ไม่เพียงแต่กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs เท่านั้น แต่อุตสาหกรรมรายใหญ่ก็ต้องปรับตัวเช่นกัน แต่ SMEs อาจเสียเปรียบด้านเงินทุนและบุคลากร ดังนั้น ภาครัฐควรมีบทบาทในการกำกับดูแลกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยมุมมองเชิงบวก คือ การเปิดตลาดใหม่ ๆ ในกลุ่มอุตสาหกรรม Potential Industry โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร สิ่งทอ ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ อัญมณี สิ่งทอ และเครื่องสำอาง หากเรามีกฎกติกาที่ชัดเจน คาดว่าจะมี Potential ที่มากขึ้นในตลาด EU สำหรับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบนั้น ส.อ.ท.มีการหารือและให้ความรู้ในการปรับตัวและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน ภาครัฐมีกองทุน FTA เข้ามาเยียวยา แต่ในส่วนของเงื่อนไขนั้น รัฐจะต้องสร้างความชัดเจนให้มากขึ้น ตอนนี้เราต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเพิ่มขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม ทำอย่างไรให้กลุ่มเปราะบางสามารถไปต่อได้
ชี้ไทยมี กม.คุมมากเกินไป
นายชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ตอนนี้ไทยมี Over Regulation และไร้ประสิทธิภาพมากเกินไป ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาคุณภาพต่ำลงเกือบทุกภาคส่วน (Sector) เช่น เกษตรกรโคนม ไม่ได้รับเทคโนโลยีใหม่ ๆ จากต่างประเทศเลย ดังนั้น หากเรามีการเปิดเสรีทางการค้า ประเด็นที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน คือ 1) ปรับปรุงกฎระเบียบและกฎหมายที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการค้าระหว่างประเทศ ผ่านมา 6-7 ปีมีกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าถึง 3 ฉบับ ส่วนเรื่องการเยียวยา เราควรชะลอไว้ก่อน แต่ควรนำเงินมาปรับปรุงโครงสร้างมากกว่า และให้โอกาส SMEs ในการสร้างขีดความสามารถให้มากขึ้น นอกจากนี้ เราควรเพิ่มการลงทุนด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี R&D ให้ดียิ่งขึ้น โดยอุตสาหกรรมที่เรามองเห็นว่ามีศักยภาพ คือ กลุ่มเกษตรกรรม อาหารและศาสตร์แห่งอาหาร ท่องเที่ยวและสุขภาพ รวมถึงเฮลท์แคร์ ซึ่งคิดเป็น 18% ของจีดีพี เราสามารถผลักดันให้ไปถึง 25% ได้ ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมที่เราต้องการผลักดันอย่างมาก คือ ไบโอเทคโนโลยี ผ่านการเสริมเทคโนโลยีจากสหรัฐ ยุโรป เพื่อสร้างศักยภาพที่เรามีให้ดีมากขึ้น
“ปีนี้เราส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารได้ 8 ล้านล้านบาท คิดเป็น 18% ถ้าเราเสริมด้านไบโอเทคโนโลยีเข้าไป คาดการณ์ว่าอีก 7-8 ปี สามารถส่งออกได้ถึง 4 ล้านล้าน แต่เราต้องลงทุน R&D และเทคโนโลยี ใช้งบฯไปกับการเยียวยาให้น้อยที่สุด” นายชนินทร์กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เร่งคลอด FTA-EU ช่วยส่งออกไทย เปิด 6 บทสำคัญยุคโลกการค้าเดือด
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net