ผ่าอาณาจักร "ดุสิตธานี" ผลประโยชน์ที่อยู่เหนือความสัมพันธ์
กว่า 7 ทศวรรษของ "ดุสิตธานี" ปฏิเสธไม่ได้ว่า ครั้งหนึ่งที่นี่คือ ต้นแบบของโรงแรมที่คนไทยภาคภูมิใจ
บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทจดทะเบียนหนึ่งในผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมชั้นนำของไทย ที่มีเอกลักษณ์การให้บริการแบบไทยในระดับมาตรฐานสากล โดยมีบริษัทในกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจหลัก เช่น ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจ การศึกษา ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจอาหาร ซึ่งดำเนินการภายใต้กลุ่ม บริษัทย่อยและบริษัทร่วม
ที่เรียกรวมว่า “ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล” เริ่มประกอบธุรกิจตั้งแต่ปี 2492 โดยมีท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย เป็นผู้ก่อตั้ง โดยในปี 2513 บริษัทได้เปิดดำเนินการโรงแรมห้าดาวในกรุงเทพฯ ภายใต้ชื่อ “ดุสิตธานี” พร้อมกับการขยายอาณาจักรโรงแรมในเครือทั้งโรงแรมที่บริหารเอง และรับบริหารโรงแรมอื่นๆ
ต่อมาในปี 2518 ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และในปี 2536 บริษัทได้แปรสภาพจากบริษัทจำกัดเป็นบริษัทมหาชนจำกัด โดยใช้ชื่อว่า “บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)” พร้อมกับการขยายกิจการอย่างรวดเร็ว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเปิดโรงแรมใหม่ๆ เช่น ดุสิตธานี ภูเก็ต ดุสิตธานี พัทยา และโรงแรมดุสิตธานี มะนิลา ที่ประเทศฟิลิปปินส์
หลังจากนั้น ดุสิตธานีก็ขยายธุรกิจไปยังด้านการศึกษา โดยเปิดโรงเรียนการโรงแรมดุสิตธานีในปี 2536 และยังได้ร่วมมือกับเลอ กอร์ดอง เบลอ เปิดโรงเรียนสอนการประกอบอาหาร ในปี 2537 เพื่อเสริมความเชี่ยวชาญให้แก่ผู้ที่สนใจในอุตสาหกรรมการบริการ นอกจากนี้ยังได้สร้างแบรนด์ใหม่ๆ อย่าง "ดุสิตดีทู" และ "ดุสิต เดวาราณา" เพื่อเจาะตลาดหรูและปรับภาพลักษณ์ของบริษัทให้ทันสมัย
ในปี 2559 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็น CEO คนแรกที่ไม่ได้มาจากตระกูลผู้ก่อตั้ง ซึ่งมีการปรับโครงสร้างธุรกิจที่มุ่งเน้นความหลากหลายและลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจโรงแรมเพียงอย่างเดียว โดยในปี 2560 ดุสิตธานีได้ลงนามร่วมทุนกับเซ็นทรัลพัฒนา (CPN) เพื่อพัฒนาโครงการ "ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค" มูลค่า 46,000 ล้านบาท ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่เดิมของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ การเปิดโครงการนี้ทำให้โรงแรมแห่งแรกต้องยุติการให้บริการชั่วคราวและถูกรื้อถอนในปี 2562
อย่างไรก็ดี การระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจโรงแรมของดุสิตธานี โดยรายได้ลดลงถึง 39% และรายได้จากโรงแรมลดลงถึง 51% ในช่วงครึ่งปีแรกของ 2563 ซึ่งทำให้บริษัทขาดทุนต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี โดยมียอดขาดทุนสะสมถึง 1,254 ล้านบาท นอกจากนี้ ดุสิตธานียังเผชิญกับภาระดอกเบี้ยสูงจากโครงการ "ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค" ที่มูลค่า 46,000 ล้านบาท
แม้บริษัทจะขาดทุนจากการลงทุนในโครงการดังกล่าว แต่ดุสิตธานีก็ยังคงมีการขยายธุรกิจไปยังด้านอื่นๆ เช่น ธุรกิจอาหาร และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริการ โดยมีแผนลดสัดส่วนรายได้จากธุรกิจโรงแรมจาก 90% เหลือประมาณ 60% และเพิ่มความสมดุลระหว่างรายได้ระยะสั้นและระยะยาว
ในปี 2563 หลังการเสียชีวิตของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ความขัดแย้งภายในครอบครัว "ปิยะอุย" ทายาทผู้ก่อตั้งบริษัทได้ปะทุขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของการถือหุ้นในบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน DUSIT การขัดแย้งนี้เป็นผลมาจากการจัดสรรหุ้นที่ใกล้เคียงกันในทายาททั้งสามคน ทำให้เกิดปัญหาในการบริหารและการตัดสินใจในบริษัท
ในปี 2567 นายชนินทธ์ โทณวณิก ถูกโหวตออกจากตำแหน่งกรรมการของบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด และต่อมาในเดือนเมษายน 2568 การประชุมผู้ถือหุ้น DUSIT ไม่อนุมัติการงบการเงินประจำปี 2567 แม้ผู้สอบบัญชีจะให้การรับรองแล้ว
นายชนินทธ์ โทณวณิก ได้ออกมาแถลงว่า ความขัดแย้งไม่ได้มาจากการบริหารงานของบริษัท แต่เป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างอำนาจภายในครอบครัว โดยเขายืนยันว่าการขัดแย้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการบริหารบริษัทโดยตรง แต่เป็นการปกป้อง "เจตนารมณ์ดั้งเดิมขององค์กร"
ในทางกลับกันนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ยืนยันว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ อย่างเป็นทางการ และบริษัทยังคงดำเนินการตามแผนที่ตั้งไว้ พร้อมทั้งย้ำว่าบริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าโครงการ "ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค" และการฟื้นตัวทางการเงินจากโครงการนี้
ทั้งนี้หากมองย้อนกลับไปจะเห็นว่า ผลประกอบการ 5 ปีย้อนหลังของ DUSIT แสดงให้เห็นการขาดทุนต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 ถึง 2567 โดยปี 2563 ขาดทุน 1,011 ล้านบาท ปี 2564 ขาดทุน 945 ล้านบาท ปี 2565 ขาดทุน 501 ล้านบาท ปี 2566 ขาดทุน 570 ล้านบาท ปี 2567 ขาดทุน 237 ล้านบาท และ 6 เดือนแรกของปี 2568 ขาดทุน 290 ล้านบาท
การขาดทุนที่เกิดขึ้นหลักของดุสิตธานีเนื่องจากในอดีตพึ่งพาธุรกิจโรงแรมเป็นหลักถึง 90 % โดยมีโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ เป็นรายได้หลัก เมื่อมีการปิดปรับโฉมโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ หลายปีรายได้จึงหายไป อีกทั้งที่ผ่านมาแม้ดุสิตธานี เดินหน้ากระจายความเสี่ยงธุรกิจ โดยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนสู่ธุรกิจ
ที่ผ่านมาดุสิตธานีมีโรงแรมภายใต้การบริหารเพิ่มจาก 27 แห่ง เป็น 58 แห่ง มีการให้บริการในรูปแบบวิลล่าอีกเกือบ 300 แห่ง ขยายธุรกิจจาก 8 ประเทศ เป็น 19 ประเทศ มีพนักงานเพิ่มจาก 7-8 พันคน เป็นหมื่นคน และเพิ่มธุรกิจจาก 2 บิสิเนสยูนิต จากอดีตมีแค่โรงแรมและการศึกษา มาเป็น 4 บิสิเนสยูนิต โดยเพิ่มธุรกิจอาหารและอสังหาริมทรัพย์ และมีแผนเตรียมนำดุสิตฟู้ดส์เข้าจดทะเบียน
ขณะที่ปัจจุบันดุสิตธานีได้ขยายแบรนด์จาก 4 แบรนด์ เป็น 10 แบรนด์ โดยตั้งเป้าหมายลดสัดส่วนรายได้จากธุรกิจโรงแรมจาก 90% เหลือประมาณ 60% ส่วนที่เหลือจะมาจากธุรกิจอื่นๆ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างรายได้ระยะสั้นและระยะยาว แต่ก็ต้องใช้เวลาในการเก็บเกี่ยวรายได้
ประกอบกับภาระดอกเบี้ยของโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค มูลค่า 46,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนโดยไม่ได้มีการเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้นดุสิตธานี ดังนั้นหากโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ และโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส ซึ่งร่วมทุนกับ CPN มียอดขายแล้วกว่า 92% ซึ่งรายได้จากการโอนห้องชุดในปีหน้าจะช่วยปลดภาระหนี้ และทำให้บริษัทมีกำไร
สอดรับกลับปมที่เชื่อว่าเป็นฟางเส้นสำคัญคือ โครงการเรสซิเดนท์ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของดุสิตธานี ที่พบว่า ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม มียอดขายมากกว่า 92% สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ และคาดว่าจนถึงสิ้นปีจะมียอดขายกว่า 95% ซึ่งเรสซิเดนท์นี้จะทยอยโอนให้กับผู้ซื้อในปลายปีนี้ และในปี 2569 เป็นหลัก ก่อให้เกิดรายได้แก่ดุสิตธานีอย่างมีนัยสำคัญ
เห็นได้จากในปี 2567 หลังการเปิดโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ และการรับรู้รายได้จากธุรกิจโรงแรมที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 3 และรายได้จากการส่งมอบงานก่อสร้างพื้นที่อาคารค้าปลีกภายในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ในไตรมาส 4 ส่งผลให้ทั้งปี 2567 ดุสิตธานีมีรายได้ 11,204 ล้านบาท เติบโต 74.8% โดยพบว่า มีรายได้จากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ราว 3,829 ล้านบาท เติบโต 9,016% จากปี 2566 ที่มีอยู่ราว 42 ล้านบาท
จากสถานการณ์ปัจจุบัน ดุสิตธานีกำลังมุ่งมั่นในการฟื้นฟูธุรกิจและการขยายผลจากโครงการ "ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค" และจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในปี 2567 แสดงให้เห็นถึงสัญญาณบวกในการฟื้นตัว แต่ความขัดแย้งภายในครอบครัวยังคงเป็นปัญหาที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 26 กันยายน 2568 ซึ่งจะเป็นจุดชี้ชะตาสำคัญในการตัดสินอนาคตของบริษัท