เทคนิคดื่มน้ำเปล่า เพื่อลดน้ำหนัก เพิ่มความสดชื่น ช่วยระบบไหลเวียนโลหิต
น้ำเป็นสิ่งจำเป็นที่ร่างกายของเราต้องการในแต่ละวัน เพื่อดูแลอวัยวะต่าง ๆ ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ด้วยสภาวะปัจจุบันที่เปลี่ยนไป ความเร่งรีบในการใช้ชีวิต การทำงานหรือกิจกรรมที่เราต้องจดจ่อสมาธิมากเป็นพิเศษจนทำให้หลงลืมที่จะดูแลตัวเอง เช่นอย่างการกินอาหารเช้าเป็นประจำ การออกกำลังกาย รวมไปถึงการดื่มน้ำ เพราะคิดว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยทำ หรือผลัดผ่อนไปเรื่อย ๆ เพราะกำลังยุ่งกับงานตรงหน้า แต่เมื่อเราหลงลืมที่จะดูแลอย่างสม่ำเสมอ ภัยเงียบในรูปแบบของอาการเจ็บป่วยอาจมาหาคุณโดยไม่รู้ตัว
ดื่มน้ำเปล่าหลังตื่นนอน ช่วยกระตุ้นสมอง สดชื่น กระปรี้กระเปร่า
จิบน้ำอุ่น ลดอาหารเป็นหวัด คัดจมูก เจ็บคอ ช่วยปรับสมดุลร่างกาย
ข้อดีของการดื่มน้ำเปล่า
- การดื่มน้ำช่วยร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ช่วยให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ดื่มน้ำตอนเช้าจะช่วยให้สมองได้รับการกระตุ้นหลังจากตื่นนอน เพิ่มสมาธิในการเริ่มวันใหม่
- ดื่มน้ำก่อนทานอาหาร 30 นาที จะช่วยให้ทานอาหารได้น้อยลง และย่อยง่ายขึ้น
- การดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการร่างกาย มีส่วนช่วยให้ลดความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง และกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เพราะน้ำนั้นจะเข้าไปด
- ความหนืดข้นของเลือด ช่วยระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้เลือดของเราไหลเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การดื่มน้ำช่วยให้ผิวของเรามีความชุ่มชื้น สุขภาพดี
จากข้อมูลยังพบว่า การดื่มน้ำที่เพียงพอช่วยส่งเสริมการลดน้ำหนักได้จริง โดยเฉพาะก่อนมื้ออาหารจะช่วยลดความอยากอาหาร ทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีมากขึ้น ลดโอกาสการดื่มน้ำหวาน ทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้น
การดื่มน้ำเพื่อลดน้ำหนัก
- หลังตื่นนอน เวลา 06.00 – 07.00 น. ดื่มน้ำ 1 แก้ว ช่วยลดภาวะขาดน้ำจากการนอนหลับ ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีและกระตุ้นการขับถ่าย
- ช่วงเช้า เวลา 08.00 – 09.00 น. ดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนมื้อเช้า 15 – 20 นาที แล้วค่อยกินมื้อเช้า หลังอาหารให้จิบน้ำเพียงครึ่งแก้ว
- ระหว่างวัน ในช่วงเวลา 09.00 – 13.00 น. ควรดื่มน้ำ 2 – 3 แก้ว โดยดื่มไปเรื่อย ๆ เพื่อลดการสูญเสียน้ำในระหว่างวัน
- ช่วงบ่ายและเย็น เวลา 13.00 – 17.00 น. ดื่มน้ำ 2 แก้ว
- ช่วงเย็นและก่อนนอน เวลา 18.00 – 22.00 น ดื่มน้ำ 2 – 3 แก้ว
แบ่งเป็นดื่มก่อนและหลังกินมื้อเย็น และแบ่งบางส่วนไปดื่มช่วงก่อนนอน เพื่อล้างของเสียที่ค้างอยู่ในลำไส้ ทำให้นอนหลับสบายมากขึ้นและป้องกันร่างกายขาดน้ำขณะนอนหลับ
ปริมาณในการดื่มและข้อควรระวัง
น้ำ 1 แก้ว เท่ากับน้ำประมาณ 240 มิลลิลิตร
สามารถปรับเปลี่ยนปริมาณให้เหมาะสมกับจำนวนที่ต้องดื่มต่อวันของแต่ละคน โดยควรดื่มอย่างน้อยวันละ 8 – 10 แก้ว หรือ 2 ลิตรต่อวัน
ต้องเป็นน้ำเปล่าสะอาด อุณหภูมิห้อง ไม่เย็นหรือร้อนจนเกินไป
ไม่ดื่มน้ำแบบรวดเดียวหมดแก้ว แต่ควรจิบเรื่อย ๆ ตลอดวัน
ในผู้ป่วยโรคหัวใจหรือโรคไต ควรดื่มน้ำในปริมาณที่จำกัด ตามคำแนะนำของแพทย์
ข้อเสียการไม่ดื่มน้ำเปล่า
- รู้สึกไม่สดชื่น สาเหตุเป็นเพราะ เมื่อเราไม่ดื่มน้ำตามความเหมาะสมที่ร่างกายต้องการ สมองของเราก็จะขาดน้ำไปด้วย ทำให้การคิด ประมวลผล รวมไปถึงการสั่งการของสมองไปสู่อวัยวะต่าง ๆ ก็จะช้าลง และเลือดของเรายังมีความเข้มข้นสูง ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้อย่างไม่เพียงพอต่อความต้องการ
- ปวดกระดูกและข้อ สาเหตุนั้นเป็นเพราะร่างกายของเราต้องการน้ำไปหล่อเลี้ยงอวยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นข้อเข่าหรือหมอนกระดูกต่างก็ต้องการไปหล่อเลี้ยงทั้งสิ้น เมื่อเราไม่ดื่มน้ำได้เท่าตามความต้องการ การทำงานของระบบข้อต่าง ๆ ก็เกิดปัญหาขึ้นตามมาด้วย
- เป็นริดสีดวงทวาร สาเหตุเพราะเมื่อระบบเดินทางอาหารขาดน้ำในปริมาณที่ต้องการ การคัดกรองของเสียออกไปจากร่างกาย ก็มีน้ำเป็นส่วนน้อยตามไปด้วย ทำให้อุจจาระของเรานั้นแข็งและแห้ง เมื่อถึงเวลาขับถ่ายอาจทำให้เกิดการอักเสบของบริเวณทวารหนัก เป็นริดสีดวงทวารได้เช่นกัน
รู้แบบนี้แล้วว่าการดื่มน้ำสำคัญกับร่างกายของเราอย่างไร ควรแบ่งเวลาดูแลตัวเอง หรือคิดว่าไม่มีเวลาเดินไปดื่มน้ำจริง ๆ ก็ลองเอาขวดน้ำมาตั้งไว้บนโต๊ะทำงาน เพื่อสะดวกต่อการดื่มน้ำอีกด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโล รังสิต และ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย