ชัยเสรี บทพิสูจน์ว่าไทยก็สร้างอุตสาหกรรมยานเกราะได้
เวลาพูดถึงประเทศไทย เรามักนึกถึงการท่องเที่ยว อาหาร อุตสาหกรรมบันเทิง แต่รู้หรือไม่ว่า ‘อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ’ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ไทยทำได้ดีไม่แพ้ใคร
และ ‘ชัยเสรี’ คือบริษัทผลิตยุทโธปกรณ์สัญชาติไทยแท้ ที่สามารถพัฒนารถหุ้มเกราะได้ด้วยตัวเอง 100% โดยไม่ต้องพึ่งพาต่างชาติ ทั้งยังสามารถผลิตและส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ไปได้ทั่วโลกกว่า 40 ประเทศ
🟡 จากธุรกิจเล็กๆ สู่ผู้นำในตลาดโลก
ณ โกดังชัยเสรี ฐานที่มั่นของบริษัทผลิตอาวุธที่มีประวัติยาวนานกว่า 5 ทศวรรษ เราได้คุยกับ ‘กฤต กุลหิรัญ’ ทายาทรุ่นที่ 2 ที่สืบทอดตำแหน่งต่อจาก นพรัตน์ กุลหิรัญ เจ้าของฉายา ‘มาดามรถถัง’ ผู้เป็นแม่ของกฤต
ชัยเสรีเริ่มต้นเมื่อกว่า 55 ปีที่แล้ว จากธุรกิจเล็กๆ อย่างการผลิตลูกหมากรถบรรทุก ที่เริ่มต้นด้วยน้ำพักน้ำแรงของพ่อของกฤต ซึ่งถือคติ ‘ทำงาน 23 ชั่วโมงต่อวัน’ เพราะสมัยนั้นลูกหมากรถบรรทุกเสียบ่อย ความต้องการซ่อมสูง ความขยันอดทนทำให้ได้รับโอกาสจากกองทัพให้มาผลิตชิ้นส่วนสายพานรถถังที่เป็นชิ้นงานยางติดเหล็ก
แต่เมื่อบริษัทผู้ผลิตรถถังต่างชาติที่เคยเป็นคู่ค้าถูกเทคโอเวอร์และยกเลิกสัญญา ชัยเสรีจึงตัดสินใจออกแบบและผลิตชิ้นส่วนสายพานเอง โดยปัจจุบันชิ้น ส่วนสายพานของชัยเสรีส่งออกไปแล้วกว่า 45 ประเทศ
🟡 เรียนรู้และต่อยอดจากสิ่งที่มี
ชัยเสรีเรียนรู้จากการ ‘ซ่อมขั้น 5’ หรือการรื้อทุกชิ้นส่วนจนเหมือนได้รถใหม่ จนสามารถเข้าใจการประกอบอย่างลึกซึ้ง และกล้าพัฒนา ‘รถเกราะ First Win’ ขึ้นมาเองโดยใช้เวลา 5 ปีเต็ม ยอมทุ่มงบประมาณจากการซ่อมแซมและขายอะไหล่มาลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) ปีละกว่า 10 ล้านบาทแม้จะล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ไม่หยุด
“เราไม่ได้เรียนวิศวะ แต่เรียนรู้จากการลงมือทำจริง ล้มแล้วก็ลุก ลองแล้วก็แก้ ทุกปีที่ไม่สำเร็จคือบทเรียนที่พาไปต่อ”
พวกเขาไม่เคยหยุดนิ่ง และได้พัฒนาต่อยอดรถเกราะ First Win ให้มีความสามารถที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรถลำเลียงพล (APC), ยานต่อสู้ทหารราบ (IFV) ที่ติดอาวุธหนักขึ้น หรือแม้แต่รถพยาบาล (Ambulance) นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาแพลตฟอร์มที่ใหญ่ขึ้นเป็นยานเกราะ 8 ล้อที่สามารถสะเทินน้ำสะเทินบกได้อีกด้วย
🟡 มากกว่าเรื่องสงคราม แต่คือความมั่นคงของบ้านเมือง
หลายคนอาจมองว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นเรื่องของสงคราม แต่กฤตกลับมองอีกมุมว่าอุตสาหกรรมนี้คือสินค้าทางเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างยิ่ง
“ถ้าเราผลิตเอง เราซ่อมเอง เราพัฒนาเองได้ มันคือความมั่นคงทั้งทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”
เขาเชื่อว่า หากไทยสามารถผลิตยุทโธปกรณ์เองได้ จะช่วยลดการพึ่งพาต่างชาติ สร้างงาน สร้างคน และสร้างความรู้ใหม่ๆ ให้กับคนในประเทศ เพราะทุกชิ้นส่วนของรถเกราะล้วนต้องอาศัยอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ตั้งแต่เหล็ก วิศวกรรม เครื่องกล ไปจนถึงซอฟต์แวร์
🟡 ความท้าทายและโอกาสในอุตสาหกรรมไทย
แม้กว่า 90% ของการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ในประเทศยังเป็นของนำเข้า แต่ชัยเสรีพิสูจน์ว่า หากเอกชนกล้าลงทุนและพัฒนาเอง ไทยก็สามารถส่งออกได้
“จุดแข็งของไทยคือแรงงานคุณภาพสูงในราคาที่คุ้มค่า และอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้ผลิตแบบแมสเหมือนรถยนต์ เราจึงแข่งขันในตลาดเฉพาะทางได้ดี”
กฤตยังมองว่า หากไทยสามารถรวมพลังภาครัฐและเอกชน โดยเริ่มจากการจัดซื้อภายในประเทศเพียง 5% แล้วค่อยๆ ขยาย ก็จะเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ทรงพลังอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบที่สำคัญ ได้แก่
🔸ฝีมือแรงงานดี:ช่างเชื่อมของไทยมีทักษะสูงในราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับต่างประเทศ
🔸ไม่เน้น Mass Production:อุตสาหกรรมนี้ไม่ได้ผลิตในปริมาณมากเหมือนอุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วไป ทำให้บริษัทไทยยังสามารถแข่งขันในตลาดเฉพาะทางได้
🔸Soft Power:ประเทศไทยมีเสน่ห์ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญจากต่างชาติให้มาทำงาน
เขาเชื่อว่า หากภาครัฐมีนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนการจัดซื้อผลิตภัณฑ์ที่ผลิตภายในประเทศ โดยอาจจะเริ่มจากสัดส่วนเพียงเล็กน้อยแล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น ก็จะสามารถสร้างงานและตลาดให้กับบุคลากรที่มีคุณภาพได้
🟡 วิสัยทัศน์สู่การเป็น ‘พี่ใหญ่ในภูมิภาค’
เป้าหมายของชัยเสรีไม่ใช่แค่ขายรถ แต่คือการเป็น System Integrator ที่สามารถสร้างแพลตฟอร์มยุทโธปกรณ์ให้ประเทศในอาเซียนได้ใช้งานร่วมกัน
แม้ความต้องการในประเทศอาจจำกัดเพียงประมาณ 100 คัน แต่หากมองตลาดในระดับภูมิภาค ตลาดจะใหญ่ขึ้นเป็น 1,000 คัน ซึ่งจะช่วยให้เกิด Economy of Scale หมายถึงการลดต้นทุนการผลิตวัตถุดิบลงได้
ความสำเร็จของชัยเสรีในวันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากความกล้าที่จะลองผิดลองถูก และความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง
อุตสาหกรรมนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของรถเกราะ แต่คือบทพิสูจน์ว่า ‘ประเทศไทยก็สร้างเทคโนโลยีได้’ เมื่อมีความกล้าเรียนรู้และลงมือทำจริง อุตสาหกรรมป้องกันประเทศจึงไม่ควรเป็นเรื่องของต่างชาติอีกต่อไป แต่ควรเป็นโอกาสใหม่ของประเทศ
ชมคลิป: