ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ‘แพทองธาร’ พ้นเก้าอี้นายกฯ-ครม.หลุดทั้งคณะ
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย คดีคลิปเสียง “แพทองธาร–ฮุน เซน” เห็นว่า ไม่ถึงขั้นขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ แต่เป็นการ ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ส่งผลให้สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีตั้งแต่ 1 ก.ค. 2568 และคณะรัฐมนตรีพ้นทั้งคณะ
29 สิงหาคม 2568 - เวลา 15.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำวินิจฉัยตามคำร้องของสมาชิกวุฒิสภา 36 คน ขอให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) เนื่องจากขาดคุณสมบัติด้านความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ในประเด็น ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ แม้การสนทนากับสมเด็จฮุน เซน จะมีลักษณะสุ่มเสี่ยง แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะชี้ว่าเป็นการไม่ซื่อสัตย์สุจริต เพราะไม่มีการตอบรับข้อเสนอที่ทำให้ประเทศเสียประโยชน์โดยตรง
อย่างไรก็ตาม ในประเด็น การฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ศาลเห็นว่าการสนทนามิใช่การพูดคุยส่วนตัว แต่เป็นการใช้อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรี ถ้อยคำที่ว่า “ให้เห็นใจหลาน ตอนนี้เขาไล่ไปเป็นนายกฯที่เขมร อยากได้อะไรก็บอกมาได้เลย” แสดงถึงการยอมจำนนและเปิดช่องให้ฝ่ายกัมพูชานำไปใช้ประโยชน์ เป็นการไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ กระทบต่อเกียรติภูมินายกรัฐมนตรี ทำให้ประชาชนขาดความไว้วางใจ
ศาลวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง จึงมีคำวินิจฉัยให้ ความเป็นรัฐมนตรีของน.ส.แพทองธารสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 และเมื่อความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงแล้ว ย่อมทำให้ คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามไปด้วย.