โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

Business Today Thai Politics 28 สิงหาคม 2568

Businesstoday

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Businesstoday

“มท.1” ยันบุกจับบ่อนดอนเมือง ไม่เกี่ยวตั้งแต่งโยกย้ายตำรวจ

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่า การนำชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง ปิดล้อมทลายบ่อนดอนเมือง

เมื่อคืนที่ผ่านมาไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาโยกย้ายข้าราชการตำรวจที่จะมีการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ในช่วงบ่ายวันนี้ เพราะการปราบปรามผู้มีอิทธิพล บ่อนการพนัน แก็งค์คอลเซ็นเตอร์ ยาเสพติด ถือเป็นนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว และการที่ลงไปในจับบ่อนด้วยตัวเองเพราะมีเวลา ซึ่งได้เห็นสภาพความเป็นจริงและการทำงานของเจ้าหน้าที่ และได้เห็นปัญหาหลายอย่าง สามารถนำมาประกอบในการวางแผนจัดการให้เหมาะสม ถูกต้องมากขึ้น และยืนยันว่า บ่อนนี้ไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

ส่วนที่มีการกองบัญชาตำรวจนครบาล (บช.น.) เตรียมทำคำสั่งให้ พล.ต.ต.เจษฎา สวยสม ผบก.น.2 ช่วยราชการ ที่ศูนย์ปฏิบัติการกองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศปก.น.) โดยขาดจากตำแหน่งไว้ก่อนนั้น มีรายชื่อที่จะได้ขึ้นตำแหน่งในการโยกย้ายรอบนี้หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ยังไม่ทราบ ซึ่งเป็นไปตามกระบวนที่ตำรวจมีวิธีปฏิบัติอยู่แล้ว ส่วนจะเกี่ยวกับการโยกย้ายปีนี้หรือไม่ยังไม่ดูรายละเอียด

ทั้งนี้ นายภูมิธรรม กล่าวว่า การเข้าไปบุกจับเมื่อคืนเป็นการสนธิกำลังกันระหว่างฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเริ่มจากการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ และแจ้งมาที่กรมการปกครอง ซึ่งมีการสอบสวนอยู่เดือนกว่าๆ และบ่อนที่เข้าจับกุมถือเป็นบ่อนใหญ่ จับกุมผู้เล่นการพนันได้ 200 กว่าคน และมีเงินหมุนเวียน 300-500 ล้านบาท และพบ 17 บัญชีธนาคาร ซึ่งเป็นของบุคคลเดียวกัน มีเงินหมุนเวียนค่อนข้างมาก รวมแล้วน่าจะเป็น 1,000 ล้านบาท

ส่วนเป็นเพราะชาวบ้านไม่ไว้ใจตำรวจใช่หรือไม่ ถึงมาแจ้งพนักงานฝ่ายปกครองแทน นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ใช่ เพราะทางผู้กำกับและ รองผู้กำกับสน. ดอนเมือง ได้เดินทาง เราไม่มีเรื่องไว้ใจหรือไม่ไว้ใจ ถ้าทางไหนแจ้งให้เราไปดำเนินการ พอเราทราบ ก็ขอหมายศาลเข้าไปดำเนินการ ซึ่งตำรวจก็มีวิธีปฏิบัติอยู่แล้ว

ศาลรัฐธรรมนูญเอาจริงแจ้งความเอาผิดเพจแพร่คลิปบิดเบือน “นั่งลงลูก”

ศาลรัฐธรรมนูญ วันนี้ (28 ส.ค.) สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ออกเอกสารแจ้งว่า ตามข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งว่ามีการเผยแพร่คลิปและข่าวในสื่อสารมวลชนหลายช่องทางอันเป็นเท็จบิดเบือนข้อเท็จจริงในกระบวนการไต่สวนของศาลลักษณะที่สร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อศาลรัฐธรรมนูญ

เข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา 38 และมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 และข้อ 10 และข้อ 11 ของข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2562 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะดำเนินการทางกฎหมายแก่บุคคลที่กระทำการบิดเบือนและเผยแพร่คลิปดังกล่าวต่อไปนั้น

เมื่อวันอังคารที่ 26 ส.ค. 2568 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ให้ดำเนินการทางกฎหมายกับ Facebook the Critics และ YouTube สถาบันทิศทางไทย ซึ่งได้เผยแพร่ข่าวอันเป็นเท็จบิดเบือนข้อเท็จจริงในกระบวนการไต่ส่วนของศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.ศ.2550

ทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่ การแจ้งความร้องทุกข์ก่อนที่จะมีการนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติคดีคลิปเสียงของนายกฯในวันพรุ่งนี้ เวลา 9.30 น. และอ่านคำวินิจฉัยในช่วงบ่ายวันเดียวกัน

บิ๊กเต่า ร้อง กมธ.ตำรวจ ปมแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรม**

วันนี้ 28 ส.ค.เวลา 13.40 น.ที่รัฐสภา พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เข้าร้องขอความเป็นธรรมในการพิจารณาแต่งตั้งเลื่อนและโยกย้ายตำแหน่ง ต่อนางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปิดเผยว่า ตนเองมาในฐานะผู้ร้องขอความเป็นธรรมกับคณะกรรมาธิการตำรวจ ความจริงได้ร้องไปยังนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาการแทนนายกรัฐมนตรีแล้ว

การร้องต่อสภาฯ ถือเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนกระบวนการตำรวจให้ไปในแนวทางที่ถูกต้องชอบธรรม การมาวันนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะสร้างความแตกแยกในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่มองว่าเราน่าจะเป็นตัวแทนของผู้ที่ถูกริดรอนอีกหลายคน ไม่ได้ร้องเพื่อตนเอง แต่ร้องให้คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ทบทวน ยึดวิธีคิดและแนวปฏิบัติ

ในช่วงปฏิวัติไม่มี พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 เกิดความเหลื่อมล้ำในการพิจารณา แต่เมื่อมี พ.ร.บ.ตำรวจฯ แล้ว ต้องกลับเข้ามาสู่หมวดของการดำเนินการตามกฎหมาย โดย พ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีการยกระดับมาตรฐานการพิจารณาในแง่ต่าง ๆ ที่จะเป็นคุณ เป็นธรรมกับคนที่ทำงานโดยตรง เมื่อก่อนใช้ระบบอุปถัมภ์ แต่เมื่อ พ.ร.บ.ฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายและเจตนารมณ์ในการแบ่งส่วนผู้ที่มีคุณสมบัติอาวุโสไว้ 50% ส่วนอีก 50% ให้คำนึงความอาวุโสและความความสามารถ

เพื่อต้องการให้คนทำงานได้รับขวัญและกำลังใจในการพิจารณาเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การที่มีกฎเกณฑ์กติกาเช่นนี้แล้ว หากไม่ปฏิบัติหรือเลือกปฏิบัติ ผลสัมฤทธิ์ออกมาก็บ่งบอกถึงการใช้ดุลยพินิจที่อาจจะเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

ตนเองในฐานะที่ดูแลงานทุจริต เคยเป็นอดีตผู้บังคับการปราบปรามการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) ดูแลงานทุจริตอย่างต่อเนื่อง มองว่าการกระทำที่เกิดขึ้นหมิ่นเหม่ต่อข้อกฎหมาย เรารู้ว่าผลลัพธ์เกิดขึ้นใกล้ตัวกับผู้มีอำนาจและไม่มีผลปฏิบัติอย่างแท้จริง

“เรารู้เห็นเพราะเราทำงานด้วยกันมา เรารู้ว่าใครเป็นอย่างไร ใครขาว ใครเทา ใครดำ สิ่งหนึ่งที่สภาฯ และคณะกรรมธิการจะทำได้คือ การให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ทุกภาคส่วนด้วยความเสมอภาค”

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวต่อว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายคือ ต้องการเห็นตำรวจตั้งใจทำงานให้ประชาชน ได้รับความยุติธรรม ได้รับสิ่งที่ผู้บังคับบัญชามอบให้ ถ้ากลับไปเป็นระบบอุปถัมภ์แม้ พ.ร.บ.มีการประกาศใช้แล้ว จะนำมาซึ่งความเสื่อม เพราะทุกคนมองแล้วว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ต้องมีการบังคับใช้ในทางที่ถูกต้อง แต่การชะลอคำสั่งใน พ.ร.บ.ฉบับนี้แล้วไม่เอาผลปฏิบัติงานมาใช้ จะทำให้ตำรวจเสียขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ อยู่กันแบบเช้าชามเย็นชาม

ที่ผ่านมามีเพื่อนพี่น้องหลายคนที่เข้ามาพบตนเองแล้วบอกว่า หลายคนมีฝีมือแต่ไม่ได้รับการแต่งตั้ง น้อง ๆ ที่กำลังจะโตขึ้นในวันข้างหน้า ซึ่งเป็นดาวรุ่งจะทำไปทำไม ในเมื่อไม่พิจารณาเรื่องความรู้ความสามารถส่งผลไปถึงการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หากเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ประชาชนก็จะไม่ได้ ตามหลักการความเป็นธรรมจะต้องมาจากข้างบนและมาสู่ข้างล่าง

ตนเองจึงอยากมาแก้ไขในองค์กรของตนเอง ไม่ได้ไม่เป็นไร ตนเองเป็นตัวแทนของพี่ ๆ น้อง ๆ หลายคนเพื่อสะท้อนไปถึง ก.ตร.ให้วิเคราะห์พิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่ได้หวังมาสร้างความเสียหายหรือป่วน ย้ำว่าไม่ได้ไม่เป็นไร ขอแค่ให้ ก.ตร.ให้ความเป็นธรรมกับทุกภาคส่วนเหมือนกัน

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวต่อว่าอยากให้คณะกรรมาธิการผลักดัน พ.ร.บ.ตำรวจฯ เพื่อเป็นเครื่องการันตีให้เจ้าหน้าที่ทั่วประเทศได้รับสิทธิ์ และขวัญกำลังใจในการทำงาน มาแข่งกันทำงาน แข่งกันทำความดีกับพี่น้องประชาชน ใครที่เทา ๆ ดำ ๆ จะต้องมีการพิจารณาว่าไม่ควร

“ปลอดประสพ” แจงแนวคิดจ่ายชดเชย หวังยุติพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชาโดยเร็ว

รัฐสภา วันนี้ (28 ส.ค.) นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีที่ตนเองเสนอให้มีการจ่ายเงินชดเชยแก่ชาวกัมพูชาที่อยู่อาศัยในพื้นที่รุกล้ำเขตแดนไทย โดยย้ำว่าข้อเสนอดังกล่าวเกิดจากความหวังดีและความรักชาติ ไม่ได้มีเจตนาอื่น พร้อมยอมรับฟังทุกความคิดเห็นที่แตกต่าง เพราะเชื่อว่าทุกฝ่ายต่างก็รักชาติเช่นเดียวกัน

นายปลอดประสพ กล่าวว่า พื้นที่บ้านหนองจานเดิมเคยเป็นป่าสงวนและต่อมาถูกประกาศเป็นป่าเสื่อมโทรม ทำให้เกิดการออกเอกสารสิทธิ ส.ค.1 และ ส.ค.2 แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นโฉนดหรือ น.ส.3 ช่วงปี 2522 มีชาวกัมพูชากว่า 1,000–2,000 คน หนีภัยจากเขมรแดงเข้ามาตั้งถิ่นฐาน และบางส่วนยังคงอาศัยอยู่จนถึงปัจจุบัน แม้พื้นที่นี้เป็นดินแดนไทยอย่างชัดเจนตามหลักเขตที่กำหนดไว้ในสัญญากับฝรั่งเศส แต่ก็มีปัญหาการอยู่อาศัยต่อเนื่องของชาวกัมพูชา

นายปลอดประสพ กล่าวว่า การจ่ายเงินชดเชยเป็นวิธีทำให้ไทยได้สิทธิในพื้นที่คืนโดยสมบูรณ์และรวดเร็วที่สุด โดยไม่ต้องแลกด้วยการสูญเสียเลือดเนื้อของทั้งสองประเทศ อีกทั้งยังป้องกันไม่ให้ชาวกัมพูชาบางกลุ่มใช้กฎหมายอ้างสิทธิครอบครองปรปักษ์ หลังอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์พื้นที่ต่อเนื่องมานานกว่า 30 ปี

นายปลอดประสพ เปรียบเทียบว่า การจ่ายชดเชยก็ เช่นเดียวกับการเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างถนนหรือสนามบิน โดยอ้างอิงราคาประเมินของกรมที่ดินที่อยู่ในระดับไม่สูงนัก ต่ำกว่าหมื่นบาทต่อไร่ และย้ำว่าควรมองผลสำเร็จที่ไทยได้พื้นที่คืน มากกว่าการถือเป็นเรื่องเสียเกียรติยศชาติ

ส่วนชาวกัมพูชาจะยอมรับข้อเสนอรับค่าชดเชยหรือไม่ นายปลอดประสพ มองว่า อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่เขาจะรับข้อเสนอ และควรให้เป็นเรื่องของคนในพื้นที่มากกว่าการเมือง เพราะหากยกระดับเป็นข้อพิพาททางการเมืองจะยิ่งยากต่อการแก้ไข ส่วนการสร้างรั้วชายแดนสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อมีการตกลงเขตแดนแล้วเสร็จ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่บริเวณหลักเขต 49–50 ซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์

สำหรับกระแสเรียกร้องให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจ MOU43 และ MOU44 นายปลอดประสพ มองว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงกรอบการเจรจาที่อ้างอิงตามสนธิสัญญากับฝรั่งเศสเมื่อกว่า 100 ปีก่อน หากจะยกเลิกก็สามารถทำได้ แต่ต้องมี MOU ใหม่ขึ้นมาแทน ไม่เช่นนั้นจะไม่มีกลไกสำหรับการเจรจา และหากไทย กัมพูชามีความจริงใจต่อกัน ก็ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการปักปันเพราะหลักเขตมีความชัดเจนอยู่แล้ว

นายปลอดประสพ ย้ำว่า ข้อเสนอจ่ายเงินชดเชยไม่ใช่การยกดินแดนให้กัมพูชา แต่เป็นทางออกเชิงปฏิบัติที่ทำให้ไทยได้ที่ดินคืนโดยไม่ต้องเผชิญความขัดแย้ง พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนเข้าใจเจตนาที่แท้จริง และร่วมกันหาทางออกอย่างสันติ โดยไม่ทำให้เกิดความแตกแยกภายในประเทศ

‘ชัยชนะ’ เข้าใจ ปมสั่งโมฆะรับรองสุขภาพต่างด้าว 4 แสนคน

เมื่อวันที่ 28 ส.ค. นายชัยชนะ เดชเดโช รมช.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีข้อห่วงใยต่อคำสั่งให้หนังสือรับรองสุขภาพแรงงานต่างด้าวตามที่ประมาณการณ์กว่า 4 แสนใบ ที่ออกโดยสถานพยาบาลที่ไม่ได้รับการรับรองจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เป็นโมฆะ และขอให้สถานประกอบการเว้นการจ้างงานแรงงานต่างด้าวเหล่านี้ไปก่อน อาจจะกระทบกำลังการผลิต

โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศขาดแคลนแรงงานว่า เรื่องนี้ชัดเจน ซึ่งเราก็บอกไปแล้วว่า บุคคลที่รู้ตัวว่าได้รับใบรับรองแพทย์โดยสถานพยาบาล 41 แห่งที่ยังไม่ได้รับการอนุญาตจากสบส. นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ทางแก้ไขก็แค่ไปตรวจใหม่ให้ถูกต้อง ซึ่งการตรวจก็ใช้เวลาไม่นาน ระหว่างนี้เราก็ต้องมาหาทางออกว่าจะผ่อนปรนร่วมกันอย่างไร แต่ทางกระทรวงสาธารณสุข เมื่อเราพบการทำผิดแล้ว เราไม่ทำอะไรก็จะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

“ผมคิดว่า สถานพยาบาลที่เราลงพื้นที่ไปตรวจแล้วนั้น เขาก็น้อมรับว่าได้กระทำแบบนั้นจริง บางที่ยอมรับว่าสะเพร่าจริง บางที่ยอมรับว่าทำผิดจริง เพราะในเอกสารมติครม. เขาปลดล็อคให้เมื่อเดือน ก.ย. กระทรวงสาธารณสุข ก็ประกาศกฎกระทรวง ลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2567 ซึ่งผมคิดว่าทุกที่ก็รู้อยู่แล้ว

เราเข้าใจดีว่ากระทบภาคอุตสาหกรรม แต่ในนี้เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราก็ต้องแก้ไข ทางกระทรวงสาธารสุขเราบอกแล้วว่า เราไปตรวจเพื่อทำให้เกิดการกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ถ้าเราปล่อยไป แล้ว 1. สุดท้ายมีการกระทำความผิดสะสมขึ้นเรื่อยๆ แล้วมาโทษเราอีกว่าปล่อยปละละเลย 2.ถ้าเกิดโรคระบาดขึ้นมาจริงๆ คนที่รับผิดชอบก็เป็นกระทรวงสาธารณสุขอีก” รมช.สาธารณสุข กล่าว

เมื่อถามว่า ณ วันนี้ มีโรงพยาบาลที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมสบส. แต่ขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางานไว้ ได้มีการส่งรายงานเกี่ยวกับเรื่องการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวมาให้หรือไม่ นายชัยชนะ กล่าวว่า สถานพยาบาลทุกแห่งที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางานไว้ แต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมสบส.นั้น ตนได้มอบหมายให้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ที่สถานพยาบาลแห่งนั้นตั้งอยู่เข้าไปตรวจสอบทุกแห่ง พร้อมขอข้อมูลจำนวนแรงงานว่าอยู่ที่ไหน โดยหน้าที่เราแค่ตรวจว่า มีการออกเอกสารรับรองการตรวจสุขภาพจริงหรือไม่ ส่วนอื่นเป็นหน้าที่กรมการจัดหางานและตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่เข้าไปดำเนินการต่อว่าแรงงานเหล่านี้ยังมีตัวตนอยู่หรือไม่ ยังทำงานในไทยอยู่หรือไม่ หลังจากนี้นายจ้าง และบริษัทจัดหางานต่างๆ ก็ต้องเร่งพาไปตรวจสุขภาพให้ถูกต้อง เรื่องก็จบ

เมื่อถามว่า กระทรวงแรงงาน มีการประสานเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้มาที่กระทรวงสาธารณสุขเพิ่มเติมหรือไม่ นายชัยชนะ กล่าวว่า รมว.แรงงาน ก็มีการสัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้ว่าอะไรที่ยังไม่ถูกต้อง ก็ไปทำให้ถูกต้อง ส่วนตัวก็กำชับที่กรมสบส. และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้วว่า

หากสถานพยาบาลมาขออนุญาต แล้วทำมาตรฐานถูกต้องก็อนุญาตให้เขาไป เพราะต้องยอมรับว่า ในสถานพยาบาล 41 แห่งที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับสบส.นั้น มีทั้งลักษณะที่ถูกต้องก็มี ทั้งที่ไม่ถูกต้องก็มี เช่น บางแห่งไม่มีห้องแลป ห้องเอ็กซ์เรย์ แบบนี้ก็ไม่สามารถอนุมัติขึ้นทะเบียนให้ ส่วนทางกระทรวงแรงงาน ไม่มีการยกหูมาพูดคุยแต่อย่างใด เพราะเรื่องนี้ว่ากันไปตามข้อมูล หลักฐาน หากตรวจพบว่าผิดก็ผิด

“จริงๆ เราเข้าใจภาคอุตสาหกรรม แต่ภาคราชการเราก็ต้องเข้าใจเขาด้วย ดังนั้นการจะเดินไปด้วยกันได้ ผมคิดว่ารายชื่อสถานพยาบาลก็มีประกาศในเว็บไซต์ สามารถหาได้ว่าใครผ่าน ไม่ผ่านบ้าง ฉะนั้นนายจ้างทุกคนทราบดีอยู่แล้ว ถ้าผิดก็พาไปตรวจใหม่ ก็แค่นั้น ถามว่ากระทบไหม ผมเชื่อว่าขณะนี้แรงงานก็ต้องอยู่ในที่ตั้ง ก็ต้องมีการทำงาน ก็ต้องมีกระทบบ้าง แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยก็จะมีผลกระทบมากกว่านี้อีก” รมช.สาธารณสุข กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Businesstoday

Dr. Kaimook Clinic ชี้เทรนด์ศัลยกรรมมาแรง! “สมดุล ละมุนตา” เน้นความแลดูเป็นธรรมชาติ น้อยแต่มาก

12 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ตู้เวนดิ้งบูม! ธุรกิจค้าปลีกอัตโนมัติ รายได้ปี 67 กวาด 1 หมื่นล้าน โตกระฉูด 34%

16 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าวและบทความการเมืองอื่น ๆ

ข่าวและบทความยอดนิยม