โทษหนักไปหาเบาตามวินัยสงฆ์ เมื่อ ‘พระภิกษุ’ ละเมิดศีล
29 ส.ค. 2568 - นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต รมว.วัฒนธรรม และอดีต สส.พัทลุง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เมื่อพระภิกษุสงฆ์ละเมิดพระธรรมวินัย พระภิกษุ ไม่ได้ถือศีลครบทั้ง 227 ข้อตลอดเวลาหรอก บางครั้งบางคราว ท่านก็ผิดศีลหรือละเมิดพระวินัยได้เหมือนกัน
เปรียบเหมือนข้าราชการ นั่นแหละ ที่บางครั้งก็ทำผิดวินัย ซึ่งมีโทษตั้งแต่ไล่ออก, ปลดออก, ลดเงินเดือน, ตัดเงินเดือน, ภาคทัณฑ์
พระภิกษุสงฆ์ก็เช่นเดียวกัน หากครั้งคราวใดทำผิดวินัย ก็ต้องถูกลงโทษตามวินัยสงฆ์ ตั้งแต่หนักไปหาเบา คือ โทษหนักคือ ปาราชิก, โทษปานกลาง คือ สังฆาทิเสส และ โทษเบา คือ ถุลลัจจัย, ปาจิตตีย์, ปาฏิเทสนียะ, ทุกกฏ และทุพภาสิต
โทษหนักนั้น ให้ขาดจากความเป็นพระทันทีไม่ว่าจะมีผู้รู้หรือไม่ และ ไม่สามารถกลับมาบวชได้อีก
โทษปานกลาง แก้ได้ ด้วยการอยู่กรรม หรือเข้าปริวาสกรรม คือประพฤติวัตรเพื่อทรมานตน 6 ราตรี
โทษอย่างเบา แก้ได้ด้วยการปลงอาบัติ คือประจานตัวหรือบอกความผิดของตนเองต่อหน้าภิกษุด้วยกัน
มีผู้ถามว่า ถ้าภิกษุพูดเท็จหรือมุสาวาท ล่ะผิดระดับไหน ตามพระวินัย ก็ผิดระดับเบา ต้องแก้ด้วยการปลงอาบัติ หรือเรียกว่าการประจานตนเองหรือรับสารภาพต่อหน้าภิกษุด้วยกัน
เราเห็นสงฆ์ทำผิดพระวินัย แต่เราไม่รู้นี่ครับว่า สงฆ์รูปใดที่ทำผิดวินัย เช่น กล่าวมุสาวาท ท่านได้ปลงอาบัติท่ามกลางหมู่สงฆ์แล้วหรือยัง
ก็มีประมาณนี้แหละครับส่วนการประพฤติผิดวินัยข้อใดหากผิดกฎหมายทางโลกด้วยก็ว่าไปตามกฎของสังคม
ใครทำกับสงฆ์หรือแสดงออกเสมือนท่านผิดวินัยขั้นร้ายแรง รับรองนรกกินหัว เชื่อผมเถอะ รุ่มร้อน กระวนกระวาย เริ่มเห็นๆ กันแล้วนี่ครับ
เสียดายเรื่องเหล่านี้ คณะสงฆ์เงียบสงัด ไม่กล้าอธิบายอะไร ปล่อยให้สงฆ์ถูกกระทำจนเลยความจริงไปเยอะ
ผมไม่ใช่นักบวชในพระพุทธศาสนา ก็กล้อมแกล้มได้ประมาณนี้แหละครับ ข้อเขียนวันนี้ อาจผิดพลาด ก็หวังว่าหากมีพระคุณเจ้าหรือท่านผู้รู้เข้ามาอ่าน คงให้อภัย และช่วยแก้ไขความเข้าใจที่ผิดพลาดของผมเพื่อความเข้าใจอันดี และ ธำรงไว้ซึ่งคำสอนอันบริสุทธิ์ของพระพุทธองค์.