ปิดฉากนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 และอายุน้อยที่สุดของไทย รับมติศาลรัฐธรรมนูญฟันพ้นจากตำแหน่งพร้อม ครม.ทั้งคณะ จับตาทิศทางเศรษฐกิจ ลงทุน ช่วงสุญญากาศทางการเมืองจะไปทางไหน?
BTimes
อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Bizเมื่อวันศุกร์ (29 สิงหาคม) ที่ผ่านมา เกิดปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญของเมืองไทย จากกรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินให้ “แพทองธาร ชินวัตร” สิ้นสภาพจากการเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 31 ของไทย และปิดตำนานนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดลงอีกด้วย
เนื่องจากปมคลิปเสียงสนทนาระหว่างเธอกับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่รั่วไหลออกมาบนสื่อสังคมออนไลน์จนกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองของไทย ที่มาของการยื่นฟ้องร้อง จนในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินให้ความเป็นรัฐมนตรีของแพทองธารสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และยังส่งผลสืบเรื่องให้รัฐมนตรีต้องพ้นตำแหน่งทั้งคณะ
ในแง่มุมของภาคธุรกิจ ลงทุน ต่างกังวลว่าหลังจากนี้จะเกิดสุญญากาศทางการเมืองช่วงรอยต่อในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แล้ว เศรษฐกิจ และอนาคตการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป
สำนักข่าว BBC เผยแพร่บทความของโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตอนหนึ่งว่ากระบวนการหลังจากนี้คือการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แต่ยังคงมีการตั้งข้อสังเกตว่าใครจะได้รับเลือก
“การเลือกตั้งใหม่นั้นดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ชัดเจนสำหรับความวุ่นวายทางการเมืองของไทย ณ ปัจจุบัน แต่พรรคเพื่อไทยไม่ต้องการเช่นนั้น เนื่องจากหลังจากทำหน้าที่รัฐบาลมาสองปี พรรคยังไม่สามารถทำตามสัญญาในการฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ แพทองธารผู้ไร้ประสบการณ์ แม้จะยังเยาว์วัย แต่เธอก็ไม่สามารถสถาปนาอำนาจที่แท้จริงเหนือประเทศชาติได้ โดยคนไทยส่วนใหญ่มักคิดว่าพ่อของเธอเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ทั้งหมด”
<ภาคเอกชนไทยห่วงช่วงสุญญากาศการเมืองบั่นทอนความเชื่อมั่น>
ด้านภาคเอกชนไทย ต่างออกมารีแอคทันทีหลังจากรู้ผลมติศาลรัฐธรรมนูญ อาทิ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ต่อจากนี้ว่าขณะนี้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญปัญหารุมเร้า ทั้งกำลังซื้อที่ถดถอย หนี้ครัวเรือนสูง ภาษีการค้าของสหรัฐ ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ตึงเครียด ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงปัญหาชายแดนและการปิดด่านกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว
“ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บั่นทอนศรัทธา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะเรากำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจที่หนักอยู่แล้ว” ดร.พจน์ กล่าว
เอกชนและนักลงทุนต่างชาติจับตามองการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด หากการเมืองยังไร้เสถียรภาพต่อไป ความเชื่อมั่นก็จะสั่นคลอนหนักขึ้น นักลงทุนจะลังเล การท่องเที่ยวจะชะลอตัว ทุกอย่างจะกระเทือนเป็นลูกโซ่ สำคัญที่สุดในขณะนี้คือฝ่ายการเมืองต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีใหม่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศมีผู้นำที่สามารถสานต่อการทำงานได้โดยเร็ว เพราะการฟื้นฟูประเทศไม่สามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียว การเมืองต้องนิ่ง มีเสถียรภาพ และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จึงจะสร้างความมั่นใจให้กับสังคมและนักลงทุนได้ แต่จากนี้ภาคเอกชนต้องการเห็นการฟอร์มคณะรัฐมนตรีที่ดี ได้บุคลากรที่มีฝีมือและเป็นที่ยอมรับเข้าบริหารประเทศ
ด้านคุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าเป็นความจริงที่ต้องยอมรับว่าเสถียรภาพทางการเมืองเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และกระทบต่อการวางแผนนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว
โดยการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล อาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2568 ซึ่งรวมถึงโครงการลงทุนต่างๆ ชะงักลงได้ แต่เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสฟื้นตัว หากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันวางมาตรการรองรับได้ทันการณ์
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยง เช่น ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชาที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้า โดยในเดือนมิถุนายน 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 10,907.53 ล้านบาท ลดลง 32.29% เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2568 (MoM) และลดลง 23.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) การปรับอัตราภาษีส่งออกและเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลต่อการส่งออกสินค้าหลัก เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งการแข่งขันระหว่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ GDP ไทยครึ่งปีหลังเติบโตต่ำกว่าที่เคยคาดไว้
ทั้งนี้ หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายสำคัญ เช่น การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ การแก้ไขปัญหาชายแดน การจัดการอุทกภัย และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการที่ต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจ ซึ่งในช่วงเวลาที่เสถียรภาพทางการเมืองยังไม่แน่นอนเช่นนี้ ภาครัฐต้องสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุน และประชาชน เพิ่มงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุนสำหรับ SMEs รวมทั้งทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อวางแผนการดำเนินงานในระยะกลางและระยะยาว
<แบงก์ชาติไม่ห่วงเท่ามาตรการภาษีสหรัฐ>
ด้านคุณชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ มองว่าประเด็นสำคัญที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่าคือเรื่องของนโยบายที่วางไว้ หรือมาตรการที่กำลังดำเนินอยู่ จะมีความต่อเนื่องมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ มองว่างบประมาณรายจ่าย ปี 2569 ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ซึ่งหลังจากนี้จะเป็นเรื่องของการดำเนินงานตามแผนงานที่วางไว้ ดังนั้นตราบใดที่กิจกรรม มาตรการ และนโยบายต่างๆ ยังเดินต่อไปได้ ก็คิดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะไม่ได้เยอะ แต่อาจมีผลกระทบต่อบ้างต่อความเชื่อมั่น…เรามองว่าเศรษฐกิจยังโตได้ต่อเนื่องตามคาด ถ้าเกิดจะมีอะไรขึ้นมา คงเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตา แต่ไม่ได้กระทบ base line ที่วางไว้
“หากให้มองในแง่บวก คือจะเห็นภาพความชัดเจนมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาสถานการณ์การเมืองที่ไม่ชัดเจน อาจะทำให้คนชะลอตัดสินใจการลงทุนไว้ก่อน แต่หลังจากวันนี้ จะเป็นอีกหนึ่งเปราะที่จะชัดเจนขึ้น ถึงแม้อาจจะยังมีหลาย scenario ในระยะต่อไป แต่อย่างน้อย ทำให้การตัดสินใจหลังจากนี้ จะชัดเจนขึ้นได้บ้าง…ภาพเศรษฐกิจ ไม่ได้ขึ้นกับว่าเป็นใคร (นายกฯ) สิ่งที่สำคัญกว่าคือการต่อเนื่องในการขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจมากกว่า” คุณชญาวดี กล่าว
โดยสิ่งที่แบงก์ชาติเป็นห่วงคือปัจจัยระยะสั้นที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยได้มากกว่าคือเรื่องมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐ (Reciprocal tariffs) ที่ขณะนี้สินค้าบางรายการยังมีความไม่แน่นอนในเรื่องของอัตราภาษี ขณะที่ความเสี่ยงระยะยาวคือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง
<ตลาดทุนมองแพทองธารพ้นตำแหน่ง ไม่ได้เป็นฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด>
ในส่วนของตลาดทุนไทย คุณไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้บอกว่าตลาดทุนไม่ตื่นตระหนกต่อประเด็นดังกล่าว เพราะเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้แล้ว แม้ระยะสั้นอาจมีความผันผวนบ้าง แต่เชื่อว่าดาวน์ไซด์ไม่มาก เพราะตลาดซึมซับความเสี่ยงทางการเมืองไปกว่า 70–80% แล้วส่วนอัพไซด์ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และความต่อเนื่องของนโยบาย
“ไม่เหนือความคาดหมาย เพราะนักวิเคราะห์หรือผู้ลงทุนในตลาดส่วนใหญ่มองว่าคำตัดสินจะออกมาแบบนี้ หรือเป็นฉากทัศน์ที่ให้น้ำหนักกันมากที่สุด ตลาดทุนเลยไม่ได้ตกใจมาก จากนี้ไปขึ้นอยู่กับความรวดเร็วของการเลือกนายกฯ คนใหม่ และการจัดตั้งทีมรัฐบาลใหม่ขึ้น” คุณไพบูลย์ กล่าว
โดยตลาดทุนมองฉากทัศน์นายกฯ พ้นตำแหน่ง และต้องเลือกนายกฯ คนใหม่ที่ยังสังกัดพรรคเพื่อไทย บนสมมติฐานที่พรรคร่วมรัฐบาลยังร่วมกันจัดตั้ง ครม.เพื่อบริหารงานต่อไปได้ แต่ต้องติดตามต่อว่าจะเป็นไปตามฉากทัศน์ดังกล่าวหรือไม่ นอกจากนี้ ประเด็นถัดไปนักลงทุนอาจจะสบายใจเนื่องของงบประมาณที่ผ่านสภาฯ ไปแล้ว ดังนั้นจะไม่เกิดปัญหาหากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าจะกระทบต่อการเบิกจ่าย
ส่วนประเด็นเสถียรภาพการเมืองจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนหรือไม่ ต้องติตดามว่าจะมีการยุบสภาหรือไม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในฉากทัศน์ที่นักลงทุนมอง แต่มองว่าไม่ได้เป็นฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับตลาดทุนไทย
และแม้มีความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่ชี้ว่าตลาดทุนไทยยังมีปัจจัยพื้นฐานปัจจุบันรองรับได้ ทำให้ดาวน์ไซด์หุ้นไทยจำกัด เว้นแต่มีปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้เข้ามากระทบ โดยปัจจุบันในเชิงปัจจัยพื้นฐาน ไทยมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในระดับสูง สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ อีกทั้งเมื่อมีความชัดเจนมาตรการภาษีสหรัฐที่ไม่ได้ด้อยกว่าประเทศคู่แข่ง เชื่อว่าเงินลงทุน FDI ต่างๆ น่าจะยังเป็นไปตามแผน และจะเป็นหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ 157,000 ล้านบาท ว่ารัฐบาลรักษาการจะมีอำนาจเดินหน้าต่อหรือไม่ หากสามารถเดินหน้าต่อได้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีได้อีก แต่สุดท้ายคงต้องขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งที่ผ่านมามีการเติบโตดี โดยในไตรมาส 2/68 กำไรบริษัทจดทะเบียนใน SET
บรรยากาศเมื่อช่วงวันศุกร์ (29 สิงหาคม) เหล่าบรรดานักการเมืองต่างก็ออกมาแสดงท่าที ในการรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งยังเป็นเรื่องที่ต้องลุ้นกันอีก จากข่าวล่าสุดก็มีรายชื่อแคนดิเดตนายกฯคนใหม่ออกมาแล้ว ถึง 5 รายชื่อ ได้แก่ ชัยเกษม นิติสิริ พรรคพื่อไทย, อนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย และยังมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พรรครวมไทยสร้างชาติ, พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาคพรรครวมไทยสร้างชาติ และจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ พรรคประชาธิปัตย์
ส่วนสถานการณ์เศรษฐกิจต่อจากนี้ต้องทำใจยอมรับชะตากรรม เพราะช่วงสุญญากาศทางการเมือง ก่อนการจัดตั้งรัฐบาลย่อมเกิดความผันผวน ตลาดเงินตลาดทุนย่อมได้รับเอฟเฟ็กต์ตามไปด้วยแน่นอน แต่หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว ความหวังของคนไทยก็น่าจะมาถึงอีกครั้ง…