"ท๊อป Bitkub" เปิด 3 จุดเปลี่ยนพลิกชีวิตจาก No Life สู่คนคลั่งรักสุขภาพ
คุณท็อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Bitkub เป็นที่รู้จักในฐานะผู้บุกเบิกตลาด Bitcoin ในประเทศไทย เส้นทางชีวิตของเขาเต็มไปด้วยจุดเปลี่ยนสำคัญ 3 จุด ที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นบุคคลต้นแบบในวงการเทคโนโลยีและผู้ที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพอย่างจริงจังในปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ในการกล้าฝัน กล้าลงมือทำ และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคที่ขวางหน้า จนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำที่มีอิทธิพลต่อทั้งวงการคริปโตและการพัฒนาตัวเองอย่างรอบด้าน
จุดเปลี่ยนที่ 1: จากเด็กเกเร สู่ "No Life" ผู้ไล่ล่าความฝัน (อายุ 18 ปี)
ก่อนอายุ 18 ปี คุณท็อปเล่าว่าเขาเป็นเด็กเกเรมาก ชอบชกต่อยกับเพื่อนจนแขนหัก และเกือบถูกไล่ออกจากโรงเรียน เขาเป็นลูกคนโตที่พ่อแม่ต้องทำงานหนักเพื่อสร้างฐานะ ทำให้เขาเติบโตมากับพี่เลี้ยงและสภาพแวดล้อมใกล้โรงเรียนช่างกล ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อพฤติกรรมในวัยเด็ก ทำให้เขากลายเป็น “หัวโจก”
การเปลี่ยนแปลงครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อพ่อแม่ส่งเขาไปเรียนที่นิวซีแลนด์ ซึ่งทำให้เขา "ฮัมโบ้ลงมาเลย" จากหัวโจกกลายเป็นผู้ถูกล่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับแก๊งวัยรุ่นท้องถิ่นที่พกมีด เขากลายเป็นเด็กที่เน้นเล่นกีฬามากขึ้น
อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนที่แท้จริงคือช่วงมหาวิทยาลัย เมื่อเขาสามารถ "หักดิบ" เปลี่ยนตัวเองจากเด็กที่เน้นกีฬา มาเป็นนักอ่านหนังสือวันละ 10-12 ชั่วโมง ตลอด 7 วันต่อสัปดาห์ โดยไม่ไปปาร์ตี้เหมือนวัยรุ่นคนอื่น เป้าหมายแรกของเขาคือการเป็นนักกีฬาไทยที่ได้เล่นให้ Manchester United แต่เมื่อตั้งใจเรียน เป้าหมายก็เปลี่ยนเป็น การเข้ามหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกอย่าง Oxford University ให้ได้ โดยมีคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นไอดอล และเลือกเรียนเศรษฐศาสตร์เพราะเป็นวิชาที่เข้าใจง่ายที่สุด
คุณท็อปใช้คำว่า "no life" เพื่ออธิบายช่วงชีวิตนี้ที่ไล่ล่าความฝันอย่างหนัก โดย ละเลยเรื่องสุขภาพอย่างสิ้นเชิง เขากินอาหารแค่วันละมื้อ ดื่มน้ำน้อย และนอนเพียง 4 ชั่วโมง เพราะคิดว่าการนอนเยอะคือการเสียเวลา พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลให้เขารู้สึก "ทุกข์มาก" ตื่นมาเหนื่อยตลอดเวลา หัวสมองหมองหม่น และตัดสินใจผิดพลาด
จุดเปลี่ยนที่ 2: การค้นพบ Bitcoin และการเป็นผู้ประกอบการ
หลังจากเรียนจบจาก Oxford คุณท็อปรู้สึก "เคว้ง" เพราะมีเป้าหมายชีวิตเดียวคือการเรียนให้จบ ไม่รู้จะทำอะไรต่อ เขาตัดสินใจไปทำงาน Investment Banking ที่เซี่ยงไฮ้ เพื่อแสวงหา "แสง สี เสียง" แต่ก็ไม่ชอบงาน Corporate Job ที่มีกรอบจำกัด เขาทำงานได้เพียง 2 เดือนครึ่งที่เซี่ยงไฮ้ก็รู้สึกว่าไม่ใช่ทางของตน
ในระหว่างทำงานที่บริษัทเล็กๆ ในจีนที่เน้น Pink Sheet Stock (หุ้นนอกตลาด) เขาบังเอิญ ค้นพบ Bitcoin ในปี 2013 ซึ่งมีราคาเพียง 11 ดอลลาร์และพุ่งสูงถึง 1,150 ดอลลาร์ ทำให้เขาสนใจและเริ่มศึกษา การอ่านบล็อกของ Mark Andreessen ที่ชื่อ "Why Bitcoin Matters" ทำให้เขามองเห็นภาพชัดเจนว่า Bitcoin จะมาเปลี่ยนแปลงวงการเงิน
งาน Corporate ที่ไม่ตอบโจทย์ ทำให้เขาเดินทางไป San Francisco และได้สัมผัสกับวัฒนธรรมของ "Entrepreneur" (ผู้ประกอบการ) ที่นั่น ซึ่งทำให้เขารู้ว่ามีทางเลือกในการหาเงินทุนและสร้างบริษัทเองโดยไม่ต้องเป็นพนักงาน
เมื่อกลับมาประเทศไทย ไอเดียเรื่อง Bitcoin และการเป็นผู้ประกอบการของเขากลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว เนื่องจากยังไม่มีใครเข้าใจ อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ก็ไม่ได้ห้าม และช่วยเหลือด้วยการออกค่าป้ายบริษัทให้ ส่วนคุณน้าก็บริจาคโต๊ะและเก้าอี้ให้ อีกทั้งยังเป็นลูกค้าคนแรกของ Bitkub ที่ซื้อ Bitcoin จากคุณท็อป ซึ่งปัจจุบันมีความสุขมากกับผลตอบแทน คุณท็อปภาคภูมิใจที่เขาสร้าง Bitkub โดยไม่ได้ใช้เงินจากพ่อแม่เลย ยกเว้นค่าป้าย
คุณท็อปเชื่อว่าความสำเร็จของเขาไม่ได้มาจากความเก่งเพียงอย่างเดียว แต่มาจาก "Macro Factor" ซึ่งได้แก่ สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม การเลือกอุตสาหกรรม (Narrative) ที่มี "พรีเมียม" เหลืออยู่ และเพื่อนที่คบ หากเขาจะมีลูกในอนาคต เขาจะเน้น "Shape Environment" หรือการเตรียมสภาพแวดล้อม (Macro Factor) ที่ถูกต้องให้ลูกอยู่ในอุตสาหกรรมที่เหมาะสม (เช่น อินเทอร์เน็ต) แต่จะปล่อยให้ลูกตัดสินใจในเรื่อง Micro Decision (เช่น Business Model) ด้วยตัวเอง
จุดเปลี่ยนที่ 3: จาก "No Life" สู่คนคลั่งรักสุขภาพ (Longevity)
แม้จะประสบความสำเร็จกับ Bitkub แต่คุณท็อปก็ยังใช้ชีวิตแบบ "No Life" โดยละเลยสุขภาพอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งได้พบกับ คุณชานนท์ เรืองกฤตยา (พี่โก้ อนันดา) ผู้บริหารที่อายุ 50 ปี แต่มี 6 แพ็ก และดูอ่อนกว่าวัยมาก ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ
สัญญาณเตือนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อคุณท็อปตรวจร่างกายและพบว่า อายุทางชีวภาพ (Biological Age) ของเขาคือ 49 ปี ทั้งที่อายุจริง (Chronological Age) เพิ่ง 33 ปี พี่โก้ท้าให้เขาเลิกดื่มโค้กเป็นอย่างแรก และคุณท็อปเริ่มสังเกตพฤติกรรมของพี่โก้ที่กินแต่ถั่ว กล้วย และเป็น Pescatarian (กินปลาเป็นหลัก) มาตั้งแต่ 25 ปี
คุณท็อปได้เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างค่อยเป็นค่อยไป:
การดื่ม: เลิกโค้ก เปลี่ยนจากน้ำส้มเป็นน้ำเปล่า
กาแฟ: จากกาแฟนมวัวเป็นกาแฟดำ แล้วเป็นชาเขียว และสุดท้ายเป็นมัทฉะเพียว
การนอน: ลงทุนกับอุปกรณ์ช่วยนอน เช่น ที่นอนปรับอุณหภูมิ เพื่อให้ห้องมืด เย็น และที่นอนอุ่น เน้นคุณภาพของการนอนแม้เวลานอนจะสั้น
แรงบันดาลใจเพิ่มเติมมาจากเรื่องราวของ Bryan Johnson ผู้ที่ลงทุน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี เพื่อย้อนวัยและปรับพฤติกรรมทั้งหมด ทำให้คุณท็อปยิ่งอินกับ Longevity และกลายเป็นงานอดิเรกใหม่
คุณท็อปยอมรับว่าเขาลงทุนไปกับอุปกรณ์ Longevity จำนวนมาก ซึ่งเป็น "Fancy Stuff" เพราะไม่มีเวลาและต้องการ "Instant Noodle Solution" แต่แก่นแท้ของ Longevity นั้นคือ "0 บาท" ซึ่งทุกคนสามารถทำได้ หลักการ Longevity 0 บาท ที่สำคัญได้แก่:
นอนให้พอ 8 ชั่วโมง
ออกกำลังกายเน้นการสร้างกล้ามเนื้อทุกวัน
กินอาหารที่ดี (ไม่กิน Processed Food, ไม่น้ำตาล, ไม่แป้ง, กินโปรตีนให้พอ)
มีชีวิตที่มีจุดมุ่งหมาย (Purpose)
มีการเชื่อมโยงกับผู้คนรอบข้าง (Connection)
เคลื่อนไหวร่างกายตลอดทั้งวัน ไม่นั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน
ดื่มน้ำให้เพียงพอ (Hydration)
หลีกเลี่ยงสารพิษและสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ
โดนแสงอาทิตย์ให้เพียงพอ
คุณท็อปเชื่อว่า เทคโนโลยีและ AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเร่งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ และพัฒนาการรักษาโรคต่างๆ ข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่จะช่วยให้การดูแลสุขภาพแม่นยำและเป็นส่วนตัวมากขึ้น รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการ "Genome DNA" หรือ "Epic Genome" เพื่อเปิด-ปิดสวิตช์ยีนที่ดีหรือไม่ดี
เป้าหมายของชีวิต
เป้าหมายสูงสุดของคุณท็อป คือ ไม่ได้ต้องการมีชีวิตอมตะ แต่ต้องการใช้ชีวิตให้ถึงศักยภาพสูงสุดของร่างกายมนุษย์คือ 120 ปี เพื่อจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าตื่นเต้นของโลกในอนาคต และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในวัยชรา โดยไม่ต้องพึ่งพาลูกหลาน เขายังเน้นย้ำว่า สุขภาพเปรียบเสมือน "ลูกแก้ว" ที่แตกแล้วไม่เหมือนเดิม ในขณะที่อาชีพหรือความมั่งคั่งคือ "ลูกยาง" ที่สามารถเด้งกลับมาได้ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรนำไปแลกกับอะไรทั้งสิ้น
บทสรุปชีวิตของคุณท็อป จิรายุส แสดงให้เห็นถึงการเดินทางที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ตั้งแต่การเป็นเด็กเกเรสู่ผู้ไล่ล่าความฝันอย่างสุดโต่ง จนประสบความสำเร็จในธุรกิจเทคโนโลยี และในที่สุดก็ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง ปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสำเร็จของเขาไม่เพียงแต่ความสามารถส่วนตัว แต่ยังรวมถึงสภาพแวดล้อม การเลือกอุตสาหกรรมที่ "ถูกที่ถูกเวลา" และการคบเพื่อนที่ดี เรื่องราวของเขาเป็นเครื่องย้ำเตือนว่า การไล่ล่าความฝันอย่างไม่ลืมหูลืมตาอาจนำมาซึ่งความสำเร็จในอาชีพ แต่ก็แลกมาด้วยปัญหาสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ตกต่ำ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว การมีสุขภาพที่ดีคือพื้นฐานสำคัญที่สุดของชีวิต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง