ศาล รธน. มติ 6-3 “แพทองธาร” พ้นเก้าอี้นายกฯ ครม.หลุดทั้งคณะ
สำนักข่าวไทย Online
อัพเดต 30 สิงหาคม 2568 เวลา 0.19 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • สำนักข่าวไทย อสมทศาล รธน. 29 ส.ค.-ศาลรัฐธรรมนูญ มติ 6-3 “แพทองธาร” พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เเละ ครม.พ้นจากตำเเหน่งทั้งคณะ ชี้ผิดจริยธรรมร้ายแรง คดีคลิปเสียงคุย “ฮุนเซน”
ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ จากกรณีคลิปเสียงการสนทนาระหว่างนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกร้อง) กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา เผยแพร่ทางสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ซึ่งผู้ถูกร้องแถลงข่าวว่าเป็นเสียงการสนทนาของตนกับสมเด็จฮุน เซน จริง แม้ผู้ถูกร้องจะแถลงข่าวในเวลาต่อมาว่าเป็นการพูดคุยทางโทรศัพท์แบบส่วนตัว โดยมีเจตนาที่จะเจรจาต่อรองอย่างนุ่มนวล เพื่อรักษาไว้ซึ่งความสงบสุขและอธิปไตยของไทยก็ตาม แต่ผู้เข้าชื่อเสนอคำร้องเห็นว่า ผู้ถูกร้องแสดงออกถึงความนิ่งเฉยและไม่ปฏิบัติหน้าที่โต้ตอบ หรือกำหนดมาตรการรวมถึงการเจรจาระหว่างประเทศด้วยตนเองให้เป็นที่ประจักษ์ตามหน้าที่ความรับผิดชอบที่บุคคลผู้อยู่ในสภาวะวิสัย และพฤติการณ์แห่งความเป็นนายกรัฐมนตรีพึงกระทำ เพราะเหตุแห่งความสัมพันธ์ส่วนตัวในตัวในลักษณะ ฝั่งเดียวกันกับกัมพูชา พร้อมที่จะทำตามหรือจัดการตามที่ฝ่ายกัมพูชาต้องการมาโดยตลอด ส่วนแม่ทัพภาคที่ 2 ผู้ถูกร้องเห็นว่าเป็นฝ่ายตรงกันข้าม ผู้ถูกร้องไม่มีความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ขอให้ศาลรัฐธรธรรมนูญวินิจฉัยตารัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
ในคำวินิจฉัยระบุว่า ในประเด็นความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์นั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า ข้อกล่าวหายังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ เพราะเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นางสาวแพทองธาร สนทนากับอดีตนายกรัฐมนตรีฮุนเซน ภายหลังการประชุม JBC ฮุนเซนกลับมีการแถลงตอบโต้ และแสดงจุดยืนกดดันประเทศไทย ไม่สอดคล้องกับผลการประชุม JBC ที่มีการตกลงกันไว้ เมื่อนายกรัฐมนตรี โทรศัพท์พูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ ก็ไม่ได้ปรากฏข้อเท็จจริงที่นายกรัฐมนตรี ตอบรับข้อเสนอการเจรจาดังกล่าว และไม่ได้ก่อให้เกิดผลการเปลี่ยนแปลงต่อการดำรงตำแหน่งของแม่ทัพภาคที่ 2 หรือการเปิดด่านชายแดน จึงถือว่า ข้อกล่าวหาไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ เพราะผู้ถูกร้องยังยึดผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลความขัดแย้งรุนแรง ไม่ได้เป็นการบ่อนทำลายประเทศ ดังนั้น จึงเป็นการแสดงออกที่ไม่นิ่งเฉยต่อปัญหา พยายามรักษาประโยชน์ประเทศชาติ และความสงบสุขของประเทศ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงไม่เข้าข่ายไม่สุจริตเป็นที่ประจักษ์
ส่วนการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงนั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า นายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้ารัฐบาลที่มี 2 สถานะ ทั้งการเป็นประชาชน ที่มีเสรีภาพในการกระทำภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และสถานะการเป็นนายกรัฐมนตรี ที่ถูกจำกัดเสรีภาพ โดยเฉพาะความมั่นคงของประเทศ ที่จะต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศเหนือประโยชน์ส่วนตน รวมถึงศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิประเทศ จึงจะต้องตัดสินใจเพื่อประโยชน์ประเทศ และประชาชน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายกรัฐมนตรี มีการพูดคุยกับฮุนเซน เรื่องเปิด-ปิดชายแดน ซึ่งแม้จะเป็นการสนทนาแบบส่วนตัว แต่มีเนื้อหาสาระสำคัญ เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการขอเปิดด่าน ซึ่งเป็นเรื่องความมั่นคงประเทศ จึงไม่ใช่เรื่องส่วนตัวทั่วไป และไม่ใช่การกระทำส่วนตัว แต่เป็นการกระทำในฐานะนายกรัฐมนตรี
เมื่อพิจารณาถ้อยคำที่มีการกล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ผู้ถูกกล่าวหา และอ้างเป็นการใช้เทคนิคการเจรจาเพื่อแก้ปัญหาออกจากตัวบุคคล เพื่อลดความตึงเครียดนั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า ถ้อยคำดังกล่าว วิญญูชนย่อมเข้าใจได้ว่า เป็นการแสดงความอ่อนแอทางการเมืองในประเทศ และเป็นช่องทางให้กัมพูชา สามารถแทรกแซงกิจการภายในประเทศได้ ซึ่งไม่ว่าจะใช้เทคนิคใด แต่ในเมื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะต้องปฏิบัติตามกรอบรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์ประเทศ และประชาชน ใช้อำนาจด้วยความรอบคอบ เพื่อประโยชน์ประเทศ คำนึงกรอบจริยธรรม ไม่ใช่จะเจรจาอย่างอิสระตามอำเภอใจ ทั้งที่ การเจรจาเรื่องความมั่นคงของประเทศ และการเลือกใช้วิธีการเจรจาเช่นนี้ ยิ่งต้องใช้ความรับผิดชอบ และความรอบคอบ
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยังกล่าวถึงถ้อยคำที่นายกรัฐมนตรีแสดงขอความเห็นใจจากฮุนเซน ที่ระบุ “ให้ท่านฮุนเซนเห็นใจหลานหน่อย เพราะว่าตอนนี้คนในประเทศไทย เขาไล่เราไปเป็นนายกฯ ที่เขมรหมดแล้ว อิ๊งค์โดนหนักมากเลย ถ้าจะเอาอะไรจริงๆ ให้บอกอิ๊งค์ได้เลย” ว่า ถ้อยคำดังกล่าว เป็นการขอให้ฮุนเซน เห็นใจนายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาชายแดน เพราะถูกประชาชนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จนเสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอน ยังเป็นการขอให้ฮุนเซน เห็นใจนายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาชายแดน เพราะถูกประชาชนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จนเสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอน และให้ฮุนเซน เสนอข้อเสนอต่อการเปิดด่านร่วมกัน ทั้งที่สถานการณ์ยังไม่มีทีท่าจะลดระดับความรุนแรง รวมถึงคำเบิกความของนายกรัฐมนตรี ก็ระบุเองว่า ประเทศไทย ได้รับผลกระทบจากการปิดด่านน้อยกว่ากัมพูชา ดังนั้น การเจรจาของนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้เปิดด่านจึงเป็นไปตามความประสงค์ของฮุนเซนมากกว่า และเป็นไปเพื่อลดการวิพากษ์วิจารณ์ของนายกรัฐมนตรี โดยมุ่งหวังเพียงการทำคะแนนนิยมในประเทศให้ดีขึ้น เพื่อนำไปสู่เสถียรภาพของรัฐบาล โดยไม่ได้คำนึงสถานการณ์ความมั่นคงในขณะนั้น ดังนั้น พฤติกรรมดังกล่าว ทำให้วิญญูชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่า นายกรัฐมนตรี จะยินยอมกระทำตามกัมพูชา เพราะรู้จักกับฮุนเซนส่วนตัว และเอื้อประโยชน์กัมพูชา หลังปรากฏคลิปเสียง นายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช.ชุดเล็กในภายหลัง แต่ไม่ได้มีการชี้แจงรายละเอียดคลิปเสียงดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้มีผลลบล้างเจตนาที่แท้จริง ที่ได้กระทำไป ดังนั้น การขอความเห็นใจจากฮุนเซน ไม่ใช่เทคนิคการเจรจา แต่เป็นการขาดความรอบคอบ ไม่ระมัดระวัง ทั้งที่ความเป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องระมัดระวัง ไม่ให้ขัดรัฐธรรมนูญ เมื่อนายกรัฐมนตรี มีประโยชน์ส่วนตัว ทั้งคะแนนนิยม และ เสถียรภาพรัฐบาล ทำให้ไม่คำนึงผลประโยชน์ประเทศเป็นที่ตั้ง ทำให้เสื่อมเสียเกียรติภูมินายกรัฐมนตรี และประเทศไทย ทำให้ประชาชนชาวไทย ได้รับความเสียหายจากผู้นำของประเทศ อันมีลักษณะไม่รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิ และรักษาผลประโยชน์ประเทศ ถือประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประเทศ เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างร้ายแรง
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยังระบุว่า แม้นายกรัฐมนตรี จะระบุเป็นการเจรจาส่วนตัว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง แต่การกระทำดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์นายกรัฐมนตรี ทำให้สาธารณชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่า นายกรัฐมนตรีจะเอื้อประโยชน์ให้กับกัมพูชาหรือไม่ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ต่อการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่ยึดความถูกต้องชอบธรรม ดังนั้น จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ทำให้ขาดคุณสมบัติ
ส่วนข้อกล่าวหาอื่น ๆ นั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า ไม่ต้องวินิจฉัย เพราะไม่ได้มีผลทำให้คดีเปลี่ยนไป ดังนั้น ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร จึงสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ และคณะรัฐมนตรีจะต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ แต่ให้อยู่รักษาการจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
ผลการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาหารือร่วมกันแล้ว มีมติโดยเสียงข้างมาก (6 ต่อ 3) เสียงข้างข้างมากคือ นายปัญญา อุดชาชน ,นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายวิรุฬห์ แสงเทียน ,นายจิรนิติ หะวานนท์ ,นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และนายอุดม รัฐอมฤต วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4)
โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 เสียง คือ นายปัญญา อุดชาชน นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ เห็นว่า ผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5)
และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 เสียง คือ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม และนายอุดม รัฐอมฤต เห็นว่า ผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5) ทั้งนี้ นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 ประกอบมาตรา 82 วรรคสอง คือ วันที่ 1 กรกฎาคม 2568
ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 3 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายนกดล เทพพิทักษ์ และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ เห็นว่า เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างไม่ร้ายแรง ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5)
เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) แล้ว รัฐมนตรีทั้งคณะต้องพันจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) โดยให้นำมาตรา 168 วรรคหนึ่ง (1) มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต่อไป
ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้คู่กรณีคัดถ่ายสำเนาคำวินิจฉัยได้เมื่อพ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันอ่าน.-314.-สำนักข่าวไทย