2 ฉากทัศน์นายกฯ "คนเดิม-ใหม่” สะเทือน ‘ดัชนีหุ้นไทย’ ระยะสั้น
ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำตัดสิน “คดีคลิปเสียง” ของ “นางสาวแพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี วันที่ 29 ส.ค.2568 โดยแวดวงตลาดทุนอยู่โหมดจับตาคำตัดสินคดีนายกฯ ใกล้ชิดท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจสร้าง “แรงกดดัน” ต่อดัชนีหุ้นไทยระยะสั้น
สะท้อนความเคลื่อนไหว “หุ้นไทย” วันที่ 28 ส.ค.2568 ปิดตลาดที่ 1,250.09 จุด ปรับตัวขึ้น 2.06 จุด หรือ 0.17% มูลค่าซื้อขาย 35,798.91 ล้านบาท โดยหุ้นไทยกลับอยู่ในโหมดจับตา “คำตัดสินคดีนายกรัฐมนตรี” อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจสร้างแรงกดดันต่อดัชนีระยะสั้นด้วยประเด็นดังกล่าวตลาดได้รับรู้ไปบ้างแล้ว
นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขอไม่คาดการณ์ประเด็นการตัดสิน แต่รัฐบาลมองภาพใหญ่ถึงเสถียรภาพการเมืองว่ารัฐบาลเชื่อมั่นอยู่ครบวาระ ในมุมมองของรัฐบาลไม่มีประเด็นใดกระทบความเชื่อมั่น โดยยืนยันว่าทุกกระทรวง รวมถึงกระทรวงการคลัง มีหน้าที่และมุ่งมั่นดำเนินนโยบายให้สุดปลายทาง และจะเดินหน้าเร่งผลักดันนโยบายตามเป้าหมาย
2 ฉากทัศน์ “นายกฯเดิม-นายกฯใหม่”
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สถานการณ์การเมืองมีโอกาสเกิด 2 แนวทาง คือ “นายกฯคนเดิม” หรือ “เปลี่ยนตัว นายกฯใหม่”
สำหรับนายกฯไม่ว่าเป็นใครเชื่อว่ามาจากพรรคเพื่อไทย แต่สถานการณ์หลังจากนั้นขึ้นกับภาวะแวดล้อมจะกดดันแค่ไหน และคะแนนเสียงปริ่มน้ำของพรรคเพื่อไทยมองว่ามีโอกาสนำไปสู่ “ยุบสภา” ปลายปีนี้หรือต้นปี 2569
ทั้งนี้ การยุบสภาจะเกิดช่วงใดเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อตลาดหุ้น ทว่าหากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังวันที่ 29 ส.ค.นี้ ยังเป็นไปตามระบบไม่นำไปสู่ทางตัน คาดว่าผลกระทบต่อ “ตลาดหุ้นไทยจำกัด” เพราะมองไปข้างหน้าเห็นว่าการเมืองในประเทศชัดขึ้น และงบประมาณปี 2569 ผ่านรัฐสภาแล้ว ดังนั้น คลายแรงกดดันน่าจะเร่งเบิกจ่ายภาครัฐทันไตรมาส 4 ปีนี้
รวมถึงราคาหุ้นยังน่าสนและระยะถัดไปลดดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งช่วยหนุนเม็ดเงินต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) มาเสริมสภาพคล่องตลาดหุ้น โดยมีโอกาสดัชนีหุ้นไทยขยับแตะระดับ 1,300 จุด และยืนระยะได้หากไม่มีปัจจัยเสี่ยงเพิ่ม
“หากการเปลี่ยนแปลงการเมืองเป็นไปตามระบบ ตลาดหุ้นไทยไม่ควรตื่นเต้น และคดีการเมืองชัดเจนขึ้น มองไปข้างหน้าชัดขึ้นเช่นกัน เป็นผลบวกต่อเซนต์ทริเม้นท์ตลาดในช่วงจุดรอยต่อที่นักลงทุนกล้าๆ กลัวๆ แนะนักลงทุน เน้นเลือกหุ้นที่ยังเติบโตตามแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ธีมหุ้นได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลงอย่างกลุ่มนอนแบงก์และอสังหาฯ และหุ้นจ่ายปันผลสูง”
ประเมินฉากทัศน์การตัดสินไว้ 3 ทางเลือก
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตลาดหุ้นกำลังรอคำตัดสินคดีนายกรัฐมนตรีใกล้ชิด โดยประเมิน 3 ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้
1.นายกรัฐมนตรีลาออก ซึ่งโอกาสเกิดค่อนข้างน้อยเพราะหากจะตัดสินใจลาออกควรดำเนินการก่อนหน้านี้แล้ว
2.ศาลยกคำร้อง ซึ่งมีน้ำหนักค่อนข้างปานกลางหากเกิดขึ้น นายกรัฐมนตรีจะมีคุณสมบัติครบถ้วนและปฏิบัติหน้าที่ต่อได้
3.คำตัดสินเป็นลบต่อนายกรัฐมนตรี หรือโดนถอดถอน ซึ่งให้น้ำหนักมากที่สุด และถือเป็นกรณีฐาน ซึ่งจะทำให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นตำแหน่ง และนำไปสู่การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในเดือนหน้า (ก.ย.2568)
ทั้งนี้ หากเกิดฉากทัศน์ที่ 3 ตลาดหุ้นอาจผันผวนระยะสั้นจากความไม่แน่นอนการเมืองและสุญญากาศทางอำนาจ โดยต่างชาติอาจไม่เข้าใจสถานการณ์ชัดเจนจึงกระทบความเชื่อมั่นชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม หลังการเมืองได้ข้อสรุปและชัดเจนเรื่องนายกรัฐมนตรีใหม่ ตลาดหุ้นมักปรับตัวขึ้นตามสถิติ โดยกรอบดัชนีตลาดหุ้นแนวรับระยะสั้น 1,230 จุดดาวน์ไซด์สูงสุด 1,200 จุด หากการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีมีอุปสรรค ขณะที่อัพไซด์ด้านบนยังไม่น่าทะลุ 1,300 จุด ระยะนี้
สำหรับคำแนะนำการลงทุนควรถือเงินสดบางส่วนไว้รอความชัดเจนคำตัดสิน หากตลาดผันผวนจากผลลบ ควรมองเป็นจังหวะเข้าลงทุน เพราะท้ายที่สุดแล้วต้องตั้งรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีใหม่ ซึ่งตลาดมักตอบรับเชิงบวกหลังมีความชัดเจน โดยกลยุทธ์หลักรอซื้อเมื่อผันผวน และถือไปจนถึงการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่
นายกบลจ.ชี้การเมืองกระทบชั่วคราว
นางสาวชวินดา หาญรัตนกูล นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) และกรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM กล่าวว่า ปัจจัยการเมืองในประเทศและสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา มองเป็นปัจจัยกระทบชั่วคราว และแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงในปี 2568
ดังนั้น มองว่าตลาดหุ้นไทยยังเป็นตลาด “ลงทุนได้” ซึ่งกองทุนใช้กลยุทธ์สลับเปลี่ยนการลงทุน ทั้งขายทำกำไรเมื่อตลาดปรับขึ้นและเข้าซื้อเมื่อตลาดปรับลง เน้นสลับเปลี่ยนกลุ่มหุ้นยังให้ปันผลสูง และมีผลดำเนินงานเติบโตตามวัฏจักรเศรษฐกิจ เฝ้าระวังหุ้นกลุ่มส่งออก
ประเด็นการเมืองตลาดตอบรับไปบ้างแล้ว
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายสายงานวิจัย บล.เอเชีย พลัส กล่าวว่า ประเด็นการเมืองตลาดรับรู้ระดับหนึ่ง แต่ยังมีทางออกว่าจะยุบสภาหรือลาออก แต่จะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่เข้ามาทดแทนได้
ทั้งนี้ ข้อดี คือ ทางออกไม่ว่าจะอยู่ต่อ ยุบสภา หรือให้นายกฯ คนใหม่เข้ามา ที่สำคัญคืองบประมาณผ่านแล้ว ดังนั้นการดำเนินงานของนโยบายการคลังยังมีโอกาสต่อเนื่อง และเชื่อว่าผลกระทบกับแรงกดดันจากประเด็นการเมืองจะไม่กระทบรุนแรงต่อตลาดเหมือนที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้กังวลมากกว่าว่าประเทศจะไม่มีทางออก และไม่มีเงินสนับสนุนนโยบาย รวมถึงกังวลว่างบประมาณจะไม่ผ่าน และทำให้แรงกดดันจากประเด็นดังกล่าวไม่ส่งผลมากต่อตลาด
“ประเด็นการเมืองตลาดน่าจะตอบรับบ้างแล้ว และมีทางออกให้เห็นว่าเดินหน้าต่อได้ แต่ทว่าในมุมดัชนียังมีความเสี่ยงระยะสั้น แต่คาดว่าจะย่อตัวลงไม่มาก โดยแนวรับของดัชนีสำคัญอยู่กรอบล่างที่ 1,230 จุด ซึ่งจะแข็งแกร่งและไม่น่าจะหลุด แต่ทว่าเกิดความผิดปกติขึ้นมา แนวรับถัดไป 1,200 จุด ส่วนกรอบด้านบน แนวต้านที่ 1,280 จุด”
สำหรับหุ้นที่น่าสนใจและได้อานิสงส์จากงบประมาณรัฐเป็นหุ้นกลุ่มรับเหมา ได้แก่ CK ส่วนหุ้นใหญ่พื้นฐานดีหาก Fund Flow ไหลเข้าต่อเนื่อง และหากตลาดสหรัฐเผชิญแรงกดดันมากขึ้น อาจทำให้เม็ดเงินไหลเข้าตลาดเอเชีย โดยเฉพาะไทยที่ Outperform ตลาดโลก มีโอกาสที่ MSCI หรือ FTSE จะเพิ่มน้ำหนักลงทุนแนะนำ BDMS SCC
หุ้นมีโอกาสปรับขึ้น นักลงทุนอยากเห็นเปลี่ยนแปลง
นายกรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และ นักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บล.ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) กล่าวว่า หากผลของคดีออกมาในลักษณะรัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ได้ไปต่อ และอาจเปลี่ยนเป็น “นายชัยเกษม นิติสิริ” แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยดัชนีหุ้นไทยจะไม่ปรับตัวลง
ทั้งนี้ จากสถิติในอดีตมีแนวโน้มหุ้นอาจปรับตัวขึ้น เพราะจากสถิติที่ผ่านมาทั้งยุคอดีตนายกฯ “เศรษฐา ทวีสิน” และนายกฯ “แพทองธาร ชินวัตร” ส่วนใหญ่ตลาดหุ้นมักตอบรับเชิงบวกเมื่อผลลัพธ์ทางการเมืองไม่เป็นใจกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน
โดยอาจมี “แรงซื้อจากต่างชาติ” เหตุผลเบื้องหลังอาจเป็นเพราะโฟลด์ของนักลงทุนต่างชาติอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ใช่การเมืองชุดปัจจุบัน ดังนั้น เมื่อมีเหตุการณ์ทางการเมืองที่ไม่เป็นใจกับรัฐบาล หุ้นมักขึ้นและโฟลด์ต่างชาติมักจะเข้าซื้อในวันนั้น
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนหากดัชนีหุ้นไทยลงมาแตะแนวรับที่ 1,220 จุด แนะนำให้พิจารณาซื้อ ได้แก่ MOSHI PTT SCB KTB ซึ่งหุ้นดังกล่าวมีความหลากหลายในแง่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้
“ปัจจัยภายในประเทศเรื่องการเมือง โดยเฉพาะคำตัดสินของศาลเกี่ยวกับคลิปเสียงช่วงปลายสัปดาห์นี้ จากสถิติและข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า หากผลลัพธ์ออกมาไม่เป็นใจกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ตลาดหุ้นส่วนใหญ่จะตอบรับเชิงบวกระยะสั้นเท่านั้น”