บ๊ายบายเพื่อนสนิทของฉัน รับมืออย่างไรในวันที่ต้องโบกมือลาเพื่อนสนิทในที่ทำงาน
คงไม่มีอีกแล้วเพื่อนที่รู้ใจในออฟฟิศ
หนึ่งในเรื่องเศร้าที่เหล่ามนุษย์ทำงานต้องเจอ คงเป็นความเสียใจเมื่อเพื่อนสนิทที่สุดกำลังจะลาออก จากที่หันไปเมื่อไหร่ก็จะเจอเพื่อนคนนี้ในออฟฟิศเสมอ ก็กลายเป็นโต๊ะว่างเปล่าที่รอคนใหม่มาแทนที่ จนอดรู้สึกใจหายไม่ได้
เข้าใจดีว่าถึงวันหนึ่งเราและเพื่อนร่วมงานจะต้องแยกย้ายกันไปเพราะแต่ละคนต่างก็มีความฝันและเส้นทางเป็นของตัวเอง แต่พอถึงเวลาที่ต้องจากลากันจริงๆ ก็ใช่ว่าจะทำใจได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเพื่อนในที่ทำงานที่สนิทกับเราไม่ต่างกับเพื่อนในชีวิตจริง ที่เคยผ่านช่วงเวลายากลำบากกับเรามาหลายครั้ง แม้จะดีใจกับเส้นทางใหม่ของเพื่อน แต่อีกใจก็รู้สึกเศร้าบรรยากาศในออฟฟิศหลังจากนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
ทำไมเราถึงรู้สึกเศร้ากับการลาจากของเพื่อนสนิทในที่ทำงานขนาดนี้ เหตุการณ์นี้ส่งผลกับใจคนทำงานอย่างไรบ้าง แล้วเราจะรับมือกับความเศร้านี้ยังไงดี
เพราะเพื่อนร่วมงานแค่มองตาก็รู้ใจ
เมื่อเก้าอี้ที่เคยเป็นของเพื่อนสนิทในออฟฟิศว่างเปล่า เราก็อดใจหายไม่ได้ เพราะต่อไปเราคงไม่ได้แชร์เรื่องราวในที่ทำงานด้วยกันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
แม้จะมีกูรูมากมายบอกว่าเราไม่ควรสนิทกับคนในที่ทำงานมากเกินไป แต่คนเราทำงานมาด้วยกัน เจอหน้ากันทุกวัน แชร์เรื่องประสาทแดกไปด้วยกัน จะไม่มีผูกพันกันเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ สำหรับบางคนที่เราเจอในที่ทำงาน จึงไม่ใช่เพียงแค่เพื่อนร่วมงานเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นเพื่อนในชีวิตจริงของเราอีกคนไปด้วย
จากการสำรวจของ Gallup เกี่ยวกับเพื่อนสนิทในที่ทำงาน ชี้ให้เห็นว่า นับตั้งแต่ผลกระทบของโควิดเป็นต้นมา เหล่าพนักงานที่เคยเผชิญความยากลำบาก ก็อยากมีที่พึ่งพา คนที่คอยให้การสนับสนุนทั้งด้านอารมณ์และสังคม ทำให้เพื่อนสนิทในที่ทำเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนเหล่านี้คือคนที่อยู่ในสถานการณ์คล้ายกัน คอยให้กำลังใจโดยไม่ตัดสิน และทำให้รู้สึกว่าเราไม่ได้กำลังเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ตัวคนเดียว
ลองนึกภาพว่าเด็กจบใหม่ที่เพิ่งเผชิญโลกการทำงาน ก็คงอยากได้เพื่อนที่เข้าใจหัวอกความท้อแท้คนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานเหมือนกัน หรือคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องดูแลลูกไปพร้อมๆ กับการทำงานไปด้วย ก็คงรู้สึกดีกว่าหากรู้ว่ามีคนเข้าใจความยากลำบากของพวกเขาอยู่ด้วย เพื่อนสนิทในที่ทำงานจึงเป็นคนที่คอยรับฟัง และให้คำปรึกษาเราได้ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว แบ่งปันเรื่องดีและแย่ในแต่ละวันด้วยความเข้าใจนั่นเอง
นอกจากนี้การทำงานรูปแบบใหม่ อย่างการทำงานแบบรีโมต หรือแบบไฮบริด ก็ทำให้บทบาทของคนสนิทในที่ทำงานมีความสำคัญมากขึ้น เพราะอย่างน้อยก็ช่วยให้เรารู้สึกเชื่อมโยงกับทีม ไม่โดดเดี่ยวเกินไประหว่างที่ต้องทำงานคนเดียวในบ้าน อีกทั้งเพื่อนในที่ทำงานยังเป็นคนที่คอยช่วยเหลือเรา หรือคอยตอบคำถามเล็กๆ น้อยๆ ในยามที่เราไม่รู้จะพึ่งพาใครด้วย เรียกได้ว่าการมีเพื่อนสนิทในที่ทำงานช่วยให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น และทำให้การทำงานแต่ละวันดูมีสีสันมากขึ้น
หากการมีเพื่อนในที่ทำงานช่วยให้ชีวิตทำงานสนุกขึ้น ในการกลับกัน การลาออกของเพื่อนสนิทก็อาจกลายเป็นข่าวร้าย และทำให้เรารู้สึกแย่กับการทำงานด้วยเช่นกัน
จากการสำรวจโดย KPMG LLP องค์กรอิสระระดับโลกที่ให้บริการด้านการตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษา เก็บข้อมูลจากพนักงานเต็มเวลาเกี่ยวกับมิตรภาพในที่ทำงาน พบว่ามิตรภาพในที่ทำงานเกี่ยวข้องกับความพึงพอใจในที่ทำงานอย่างมาก โดย 83% บอกว่ามิตรภาพช่วยให้พวกเขามีส่วนร่วมมากขึ้น นอกจากนี้ความแน่นแฟ้นของมิตรภาพยังส่งผลต่อสุขภาพจิตมากที่สุดถึง 43% เมื่อเทียบกับความสัมพันธ์แบบอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พนักงานระดับเริ่มต้นที่มองว่ามิตรภาพมีความสำคัญถึง 63%
จะเห็นว่าการมีเพื่อนสนิทในที่ทำงานช่วยให้เรารู้สึกพอใจกับงานที่ทำอยู่มากขึ้น ดังนั้นก็ไม่แปลกเมื่อเพื่อนลาออกก็อาจทิ้งความรู้สึกเศร้าไว้ให้เราเช่นกัน เพราะนอกจากจะขาดที่พึ่งทางใจแล้ว ยังอาจทำให้เรารู้สึกกดดันไม่รู้ตัว ยิ่งได้เห็นว่าอีกฝ่ายตื่นเต้นกับงานใหม่ เช่น สวัสดิการที่ดีเยี่ยม หัวหน้าแสนเพอร์เฟ็กต์ ความกดดันนี้ก็อาจกระตุ้นให้เราอยากลาออกตามไปด้วยอีกคน เพราะมันทำให้เราเห็นปัญหาในหน้าที่การงานชัดเจนขึ้น เมื่อมีการเปรียบเทียบกับที่ใหม่ของเพื่อนนั่นเอง
ทั้งหมดนี้สามารถนํามาซึ่งอารมณ์ที่ซับซ้อน เราอาจจะรู้สึกดีใจที่เพื่อนร่วมงานกำลังเริ่มต้นใหม่ ขณะเดียวกันก็รู้สึกเศร้าที่เราต้องสูญเสียเพื่อนร่วมงานอย่างเลี่ยงไม่ได้
แล้วจะทำยังไงถ้าเมื่อเพื่อนสนิทลาออก
ความรู้สึกหลังจากเพื่อนลาออกไม่ได้ทิ้งไว้แค่ความรู้สึกเศร้าอย่างเดียว แต่ยังอาจเจือไปด้วยความรู้สึกสงสัยในตัวเอง และความกังวล ที่เราเองยังทำงานอยู่ที่เดิมด้วย หากปล่อยไว้ความรู้สึกเหล่านี้อาจกัดกินใจจนทำให้เรารู้สึกไม่มีความสุขกับการทำงานตามมา
ฟีบี้ สปิงส์ (Phoebe Spinks) บรรณาธิการ จาก The Undercover Recruiter หนึ่งในบล็อกการสรรหาบุคลากรและอาชีพ จากลอนดอน ได้แนะนำวิธีรับมืออาการอกหักหลังจากเพื่อนร่วมงานลาออก โดยที่ยังรักษาความเป็นมืออาชีพของตัวเอง และรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้เรานำไปปรับใช้ ดังนี้
หยุดพักเพื่อรวบรวมความคิด
เมื่อคู่หูคู่ซี้กำลังจะลาออกจากงาน เราอาจรู้สึกเสียใจได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย และไม่ต้องรีบทำให้ความรู้สึกนั้นหายไปอย่างรวดเร็ว ลองใช้เวลากับตัวเองสักพัก และเมื่ออารมณ์นิ่งขึ้นแล้ว อาจจะลองชวนเพื่อนออกมาเดินเล่น จิบกาแฟ และพูดคุยถึงเบื้องหลังการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล เพื่อให้เข้าใจอีกฝ่ายมากขึ้น ถ้าหากมีงานที่ต้องดูแลแทนเพื่อนที่ออก อย่าลืมพูดคุยเรื่องการส่งมอบงาน (handover) ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความรู้สึกแย่ที่ตามมาภายหลังด้วยนะ
อย่าลืมแสดงความยินดีกับเพื่อน
แม้ความรู้สึกแรกที่ได้ยินว่าเพื่อนกำลังจะลาออกจะทำให้เรารู้สึกเศร้า หรือรู้สึกโดดเดี่ยวที่ต้องเผชิญอยู่ในออฟฟิศนี้เพียงลำพัง แต่ถึงอย่างนั้นก็อย่าลืมนึกถึงความรู้สึกของเพื่อน ด้วยการแสดงความยินดีออกไปด้วยนะ เพราะการเปลี่ยนงานถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่เพื่อนอาจต้องใช้ความกล้าและความพยายาม เพื่อให้ได้เลื่อนตำแหน่ง เงินเดือนสูงขึ้น หรือบทบาทที่เขาต้องการมานาน เราเองในฐานะเพื่อนก็ควรสนับสนุนและแสดงความยินดีกับความสำเร็จให้อีกฝ่ายรับรู้
ทบทวนเส้นทางอาชีพของตัวเองอีกครั้ง
ความเสียใจที่เกิดขึ้นบางครั้งอาจไม่ได้มาจากความเหงาที่เพื่อนจากไปอย่างเดียว บางครั้งยังอาจเป็นความเสียใจกับตัวเองที่ต้องอยู่ที่เดิมด้วย เราอาจลองใช้เวลาช่วงนี้ทบทวนเรื่องหน้าที่การงานของตัวเองอีกครั้ง ไม่แน่ว่าอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในชีวิตเราเหมือนกันก็ได้นะ เพราะการลาออกของเพื่อนคนเก่งอาจทำให้เรากลับมาคิดว่ายังเหตุผลอะไรที่ทำให้เรายังอยากทำงานที่เดิมอยู่หรือเปล่า เช่น เราอาจรู้ว่าตัวเองก็อยากทำตำแหน่งอื่น อยากย้ายไปบริษัทในฝัน หรือออกไปเรียนต่อ ในทางกลับกัน การลาออกไปตามความฝันของเพื่อน อาจทำให้เรารู้สึกมีไฟ เห็นว่าการทำงานที่เดิมก็เป็นโอกาสที่เราจะได้รับผิดชอบมากขึ้น หรือแสดงความสามารถมากขึ้นก็ได้
ทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ
แน่นอนว่ามิตรภาพเป็นสิ่งมีค่า แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะสร้างใหม่ขึ้นอีกไม่ได้นี่นา แทนที่จะจมอยู่กับความรู้สึกเศร้า ลองพาตัวเองออกไปเจอผู้คนใหม่ๆ ขยายคอนเน็กชั่นของตัวเองให้กว้างขึ้น เช่น เข้าร่วมกิจกรรมกับคนอื่นๆ ในออฟฟิศหลังเลิกงาน ทำโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ด้วยกันกับเพื่อนในออฟฟิศ หรือหากรู้สึกโดดเดี่ยวเกินไปอาจลองพูดคุยกับหัวหน้า เพื่อให้มีการจ้างคนใหม่ ไม่แน่เราอาจได้มีโอกาสในการเลือกคนที่จะมาทำหน้าที่แทนตำแหน่งเดิมก็ได้นะ
หลีกเลี่ยงการซุบซิบ
เมื่อมีคนลาออก อาจมีเรื่องซุบซิบมักตามมาได้ บางครั้งก็คาดเดาเหตุผลลาออกไปต่างๆ นานา หรือหยิบผลงานในอดีตมาวิจารณ์ แต่งเติมจนกลายเป็นเรื่องราวดราม่าแบบควบคุมไม่อยู่ เราในฐานะเพื่อนก็ต้องระวังการบอกต่อเหตุผลที่เพื่อนลาออกให้คนอื่นๆ ฟังและไม่ไปเข้าร่วมวงซุบซิบ เพราะนอกจากจะทำให้บรรยากาศแย่ลงแล้ว ยังอาจทำให้คนที่ลาออกไม่มีโอกาสปกป้องตัวเองจากข่าวลือด้วย
จัดงานเลี้ยงอำลา หรือหาโอกาสนัดทานข้าวเพื่อรักษาความสัมพันธ์
แม้เราจะไม่ได้เจอที่ออฟฟิศเหมือนอย่างทุกวัน แต่นี่ก็ไม่ใช่จุดจบของมิตรภาพนะ บางทีการได้เจอกันข้างนอก โดยไม่มีเรื่องงานมาเกี่ยวข้องอาจทำให้เราสนิทกันมากขึ้นก็ได้ ดังนั้นอย่าลืมสร้างความทรงจำดีๆ ส่งท้าย อย่างการจัดงานเลี้ยงอำลา พูดคุยถึงเรื่องดีๆ ที่เคยผ่านมา และพยายามติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ เมื่อเพื่อนเริ่มต้นเส้นทางใหม่ เพื่อให้เรายังคงรักษาความสัมพันธ์ดีๆ นี้ไว้ แม้จะต้องห่างกันก็ตาม
แม้ช่วงแรกอาจจะยากสักหน่อย แต่ไม่นานเราก็จะผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ และยิ่งทำให้เราเรียนรู้ว่าแม้จะเป็นมิตรภาพในที่ทำงาน แต่ก็มีค่าไม่แพ้ความสัมพันธ์แบบอื่นๆ ที่เราเคยเจอมาเลย
อ้างอิงจาก
Graphic Designer: Phitsacha Thanawanichnam
Editorial Staff: Runchana Siripraphasuk