InterGOLD เก็งราคาทองไปต่อ แนะทยอยซื้อลงทุนระยะยาว
#InterGOLD #ทันหุ้น – InterGOLD มองแนวโน้มราคาทองคำในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ระยะสั้นอาจมีการปรับตัวลง แต่ในภาพระยะยาว แนวโน้มยังคงเป็นขาขึ้นอยู่ แนะกลยุทธ์การลงทุนให้ทยอยเข้าซื้อในช่วงที่ราคาปรับตัวลงมาและเน้นลงทุนระยะยาวมากกว่าเก็งกำไร ส่วนแผนการเติบโตของบริษัทตั้งเป้ายอดขายโต 10% รุกขยายแพลตฟอร์มดิจิทัล
นายธีรรัฐ จุฑาวรากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด จำกัด หรือ InterGOLD ประเมินสถานการณ์ราคาทองคำในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 โดย Gold Spot ราคาอยู่ระดับ 3,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนทองคำไทยอยู่ที่ระดับ 52,000 บาท ใกล้ระดับจุดสูงสุดแล้ว ขณะที่ต้นทุนการขุดทองของเหมืองอยู่ระหว่าง 1,000 ถึง 1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์
เนื่องจากอุปสงค์สูงกว่าอุปทานทำให้ราคาทองคำสูงขึ้น โดยเฉพาะการเก็งกำไรที่เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดคิดเป็นประมาณ 90% ของปริมาณทั่วโลก แม้ในภาพใหญ่แนวโน้มราคาทองคำจะเป็นขาขึ้น แต่ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ราคาทองคำมีความนิ่งผิดปกติ ดังนั้นในระยะสั้นราคาทองอาจมีการปรับตัวลงเพื่อพักฐาน
@วางกลยุทธ์ลงทุน
ทั้งนี้กลยุทธ์การลงทุนควรเปลี่ยนจากการเก็งกำไรระยะสั้นเป็นการลงทุนที่มีการวางแผน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์อะไรก็ตามถ้ามีแนวโน้มเป็นขาขึ้น ไม่ควรเล่นสวนตลาด แนะนำให้วางแผนเข้าซื้อตามระดับราคาที่อาจจะปรับตัวลง ซึ่งกลยุทธ์ที่ทำให้ได้กำไรสม่ำเสมอในการลงทุนระยะยาวในช่วงขาขึ้น คือ DCA โดย Gold Spot ประเมินแนวรับ 3,300-3,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนทองคำไทยอยู่ที่ระดับ 51,300-50,500 บาท ภายในสิ้นปีนี้ โดยมีแนวต้านเป็นนิวไฮเดิม
โดยปัจจัยบวกที่ส่งผลต่อราคาทองคำ ได้แก่ นโยบายอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ซึ่งคาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ และต่อเนื่องไปในปีหน้าเป็นผลดีต่อราคาทองคำ แต่อาจปรับตัวขึ้นได้ไม่สูงมากเพราะตลาดรับรู้ปัจจัยนี้ไปแล้ว ขณะที่ธนาคารกลางโลกโดยเฉพาะจีนกลับมาซื้อทองคำต่อเนื่อง รวมถึงความเชื่อมั่นในดอลลาร์สหรัฐ ที่ลดลงจากปัญหาเพดานหนี้และการใช้ดอลลาร์เป็นเครื่องมือทางการเมือง
@รุกแผนการเติบโต
ในส่วนการเติบโตของบริษัทได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตของยอดขายทองคำไว้ที่ 10% จากปีก่อนที่ทำได้ 61,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันเติบโตไปแล้วกว่า 20% มียอดขายอยู่ในอันดับที่ 4 ของกลุ่มผู้ประกอบการค้าทองคำในไทย โดยมุ่งเน้นการเติบโตของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่ม B2C ผ่านแอปพลิเคชัน Gold2Go ที่พร้อมยกระดับประสบการณ์การลงทุนทองคำในยุคดิจิทัล และเดินหน้าสร้างการเติบโตอีก 100% จากปีก่อน
พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำตลาดทองคำด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า ผ่าน 2 แอปพลิเคชันหลัก ได้แก่ Gold2Go (เน้นกลุ่ม B2C) แอปพลิเคชันสำหรับนักลงทุนรายย่อย ที่ต้องการความสะดวกในการออมทอง และ InterGOLD (เน้นกลุ่ม B2B) แอปพลิเคชันสำหรับร้านทองที่ต้องการซื้อขายทองคำในปริมาณมาก ด้วยระบบจัดการสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์ที่มีประสิทธิภาพ
โดยแอปพลิเคชันมียอดดาวน์โหลดรวมมากกว่า 200,000 ครั้ง สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มดิจิทัลของบริษัท โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ที่ Gold2Go มียอดดาวน์โหลดเพิ่มขึ้นกว่า 70% และตั้งเป้าหมายพันธมิตรที่เป็นร้านทองคำทั่วประเทศให้ถึง 3,000 ร้าน จากปัจจุบันที่มี 2,500 ร้าน
อย่างไรก็ดีบริษัทได้ออกแบบผลิตภัณฑ์ทองคำแท่งขนาดเล็กและมีลวดลายสวยงามหรือทองจิ๋ว เช่น ลายแมว, เหรียญ Bitcoin เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ทั้งการลงทุนและคุณค่าทางจิตใจ ปีที่แล้วขายทองจิ๋วได้ประมาณ 60,000 แท่ง และทองแท่งทั่วไป 40,000-50,000 แท่ง (รวมประมาณหลักแสนแท่ง)