“Cut Loss” กลยุทธ์ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมที่มือใหม่ต้องรู้
คำว่า “Cut Loss” อาจฟังดูน่ากลัว แต่จริง ๆ แล้ว Cut Loss เป็นกลยุทธ์สำคัญที่สามารถช่วยให้เราไม่ขาดทุนมากเกินไปและทำให้พอร์ตการลงทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
Cut Loss เป็นเหมือนการตัดแต่งต้นไม้ อาจจะต้องตัดกิ่งที่ไม่แข็งแรงทิ้งไปบ้าง เพื่อให้ต้นไม้สามารถเติบโตต่อไปได้อย่างแข็งแรงและออกผลได้ดียิ่งขึ้น
วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจกับคำว่า Cut Loss ให้มากขึ้น เพื่อที่นักลงทุนจะได้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการบริหารพอร์ตของตัวเอง
Reboot Your Port บริการตรวจสุขภาพพอร์ตจาก Finnomena Funds และ Definit ที่ช่วยให้คุณเข้าใจพอร์ตของตัวเองอย่างลึกซึ้ง พร้อมคำแนะนำปรับพอร์ตจากผู้แนะนำผู้แนะนำการลงทุน เริ่มตรวจสุขภาพพอร์ตของคุณวันนี้กับ Reboot Your Port สนใจรับริการ คลิก 👉 https://finno.me/reboot-your-port-ws
Cut Loss คืออะไร?
Cut Loss คือการที่นักลงทุนตัดสินใจขายสินทรัพย์ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองขาดทุนมากขึ้นไปอีก โดยการ Cut Loss นั้นจะเกิดขึ้นเมื่อมูลค่าหุ้นที่นักลงทุนถือได้ลดลงไปถึงจุดที่เขาตั้งมั่นไว้แล้วว่าจะไม่ยอมเสียไปมากกว่านี้ นักลงทุนแต่ละคนมีจุด Cut Loss ที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่ารับความเสี่ยงได้แค่ไหน บางคนอาจจะตั้งเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ขาดทุน หรือบางคนอาจจะตัดสินใจขายเมื่อราคาหลุดแนวรับของกราฟเทคนิค
ยกตัวอย่างเช่น ซื้อหุ้นมาในราคา 10 บาท และตั้งจุด Cut Loss ไว้ที่ 8 บาท เมื่อราคาหุ้นตกลงมาถึง 8 บาท ก็ตัดสินใจขายทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ขาดทุนมากขึ้น หากราคาลดลงไปถึง 6 หรือ 5 บาท
สาเหตุที่เราต้อง Cut Loss
- จำกัดการขาดทุน – หากแนวโน้มของสินทรัพย์เป็นขาลงอย่างชัดเจน การปล่อยให้เงินลงทุนจมอยู่กับสินทรัพย์ที่กำลังขาดทุนต่อไปเรื่อย ๆ อาจทำให้พอร์ตเสียหายหนัก จนต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะกลับมาเท่าทุนอีกครั้ง การ Cut Loss จึงเป็นการหยุดความเสียหายไม่ให้ลุกลามไปมากกว่านี้
- ปลดล็อกโอกาสการลงทุนใหม่ – เมื่อตัดสินใจ Cut Loss สามารถนำเงินที่เหลือไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ ที่มีแนวโน้มที่ดีกว่าและมีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า แทนที่จะปล่อยให้เงินจมอยู่กับสินทรัพย์ที่ไม่มีอนาคต
- เพิ่มประสิทธิภาพพอร์ตการลงทุน – การตัดขาดทุนแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้คุณรักษาพอร์ตการลงทุนโดยรวมให้แข็งแรงอยู่เสมอ และไม่ปล่อยให้การขาดทุนของสินทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่งมาฉุดรั้งพอร์ตทั้งหมดเอาไว้แต่ Cut Loss ก็อาจทำให้เราเจ็บใจ
แน่นอนว่าบางทีโชคชะตาก็เล่นตลก เพราะเมื่อ Cut Loss ปุ๊บหลายคนอาจเจอเหตุการณ์ที่ว่าราคาหุ้นเด้งขึ้นมา กลายเป็นว่าหากเราไม่รีบ Cut Loss เราก็อาจจะได้กำไรไปแล้ว ซึ่งนี่เป็นเรื่องเข้าใจได้เพราะในระยะสั้นนั้นเป็นการยากที่จะคาดเดาทิศทางราคาหุ้น หากวิเคราะห์ไม่ขาด เราอาจพลาดโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่ดี เพราะเห็นว่าราคาลงชั่วคราวเท่านั้น
เมื่อไรที่เราควร Cut Loss?
การตัดสินใจ Cut Loss ไม่มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับ แผนการลงทุน และสภาพแวดล้อมของตลาดในช่วงนั้น
แผนการลงทุน
สำหรับผู้ที่ลงทุนใน“ระยะสั้น” ควรกำหนดจุด Cut Loss ค่อนข้างแคบ เพื่อให้สามารถปรับพอร์ตได้รวดเร็ว และลดการสูญเสียที่อาจขยายวงกว้าง
สำหรับผู้ที่ลงทุนใน“ระยะยาว” อาจพิจารณาให้ระยะห่างของจุด Cut Loss มากขึ้น เพราะสามารถรับความผันผวนระยะสั้นได้ และยังมีโอกาสที่ราคาจะฟื้นตัว หากพื้นฐานของกิจการไม่เปลี่ยนแปลงไปในทางลบสภาพแวดล้อมของตลาด
แม้จะศึกษามาอย่างดี แต่บางครั้งอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ หรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์นั้น ๆ หากปัจจัยพื้นฐานหรือแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ก็เป็นสัญญาณที่ต้องพิจารณา Cut Loss เพื่อที่เราจะได้ตัดสินใจแผนขั้นต่อไปได้Cut Loss คือส่วนหนึ่งของ Stop Loss
อันที่จริงแล้ว Cut Loss เป็นส่วนหนึ่งของคำว่า Stop Loss (ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะนึกว่าความหมายเหมือน Cut Loss)
Stop Loss คือ การตั้งจุดขายเพื่อ “หยุดความเสี่ยง” ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทั้งตอนที่ยังมีกำไรอยู่ หรือเริ่มขาดทุนเล็กน้อยก็ได้ เช่น หากราคาหุ้นกำลังขึ้น แต่เริ่มเห็นสัญญาณว่าแนวโน้มเปลี่ยน เราอาจขายออกก่อน เพื่อรักษากำไรบางส่วนไว้ ไม่ปล่อยให้กำไรหายไปทั้งหมด
ในขณะที่ Cut Loss เกิดขึ้นเมื่อเราขาดทุนไปแล้ว และตัดสินใจ “ยอมขาดทุน” เพื่อตัดตอนไม่ให้ขาดทุนมากกว่านี้
วิธีป้องกันไม่ให้ต้อง Cut Loss
หากเราไม่อยากเผชิญสถานการณ์ “ขายหุ้นทิ้งด้วยความเจ็บใจ” การป้องกันที่ต้นเหตุจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยมีวิธีป้องกันง่าย ๆ ดังนี้
- เข้าใจในสินทรัพย์ที่ลงทุน – ศึกษาข้อมูลของสินทรัพย์ให้รอบด้านก่อนลงทุน เช่น ถ้าเป็นหุ้น ควรดูบการเงิน โมเดลธุรกิจ และสถานะคู่แข่งในอุตสาหกรรม ถ้าเป็นหุ้นกู้ ควรตรวจสอบอันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออกหุ้นกู้ เงื่อนไขการจ่ายดอกเบี้ย และความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคต เพราะยิ่งรู้ลึกมากเท่าไร ก็ยิ่งประเมินความเสี่ยงได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
- วางแผนการลงทุนและระดับความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ – ก่อนลงทุน ควรกำหนดเป้าหมายให้ชัด เช่น ลงทุนเพื่อเกษียณ หรือลงทุนเก็งกำไรระยะสั้น พร้อมกับตั้งกรอบกลยุทธ์ให้เหมาะกับเป้าหมายนั้น และที่สำคัญ ต้องรู้ว่าตัวเองรับความเสี่ยงได้แค่ไหน เพราะแผนที่ดีจะช่วยให้รับมือกับสถานการณ์ไม่คาดคิดได้ดีขึ้น
- กระจายความเสี่ยงให้เป็นระบบ – อย่าทุ่มเงินทั้งหมดกับสินทรัพย์เดียว ควรกระจายพอร์ตไปในหลากหลายประเภท เช่น หุ้น ตราสารหนี้ หรือกองทุนรวม เพราะหากบางตัวร่วง แต่บางตัวยังบวก พอร์ตโดยรวมของคุณก็ยังพอรับแรงกระแทกได้อยู่ การกระจายความเสี่ยงจึงเปรียบเสมือน “เบาะกันกระแทก” ที่ช่วยลดผลกระทบในวันที่ตลาดไม่เป็นใจ Cut Loss ไม่ใช่จุดจบ แต่คือโอกาสทบทวนพอร์ตตัวเอง
Cut Loss เปรียบเสมือนการยอมรับว่าคนเราสามารถผิดพลาดกันได้ ไม่มีใครถูกตลอดเวลา อย่าเสียใจนาน เอาเวลาและทุนที่เหลือไปศึกษาดูทางเลือกการลงทุนใหม่ ๆ
ที่สำคัญ หลังจากตัดขาดทุนแล้ว สิ่งที่ควรทำคือหันกลับมาทบทวนพอร์ตของตัวเองใหม่ ดูว่าอะไรคือจุดอ่อน กลยุทธ์แบบไหนที่ไม่เหมาะกับเรา และอะไรที่ควรปรับเพื่อให้เงินทุนที่เหลือสามารถกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
หากไม่แน่ใจว่าควรเริ่มวิเคราะห์พอร์ตจากตรงไหน ลองใช้ “Reboot Your Port” บริการตรวจสุขภาพพอร์ตจาก Finnomena Funds และ Definit ที่ช่วยให้คุณเข้าใจพอร์ตของตัวเองอย่างลึกซึ้ง พร้อมคำแนะนำปรับพอร์ตแบบรายบุคคล เริ่มตรวจสุขภาพพอร์ตของคุณวันนี้กับ Reboot Your Port
ศึกษารายละเอียดบริการ Reboot Your Port เพิ่มเติมได้ที่
https://finno.me/reboot-your-port-ws
คำเตือน: การให้บริการ Reboot Your Port คือการตรวจสอบสุขภาพของพอร์ตการลงทุนและให้คำแนะนำแก่ผู้ใช้บริการ โดยการนำเสนอข้อมูลและคำแนะนำดังกล่าวจะไม่สร้างสิทธิ, ความรับผิดชอบ, หรือภาระผูกพันทางกฎหมายในทุกกรณี บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการไม่รับประกันผลลัพธ์ใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลและคำแนะนำ และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียหรือความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการนำข้อมูลหรือคำแนะนำไปใช้ในทุกกรณี | การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00 -17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @Finnomenaport