ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย มุ่งสู่ Net Zero ปี 2039 ด้วย AI
กรุงเทพฯ – ยูนิลีเวอร์ ผู้นำตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคระดับโลกและนวัตกรรมดิจิทัล เดินหน้ากลยุทธ์การขับเคลื่อนธุรกิจสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2582 นำร่องด้วยความสำเร็จจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขต (Scope) ที่ 1 และ 2 ได้แล้วถึง 72% นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทานการจัดการพลาสติก รวมถึงการติดตามผลอย่างมีประสิทธิภาพ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของยูนิลีเวอร์ที่จะเติบโตอย่างมั่นคงพร้อมสร้างคุณค่าเพื่อโลกและสังคมที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม
นางณัฏฐิณี เนตรอำไพ ที่ปรึกษาอาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กร องค์กรสัมพันธ์ และความยั่งยืน กลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กล่าวว่าความท้าทายที่เกิดขึ้นขณะนี้ จากวิกฤติเศรษฐกิจ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ภาวะโลกร้อน ภัยแล้ง ขยะพลาสติก การที่เราต้องทำความยั่งยืนเพราะ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเราไม่ดำเนินธุรกิจได้ภายใต้โลกที่ป่วย เพราะความท้าทายข้างต้นที่กล่าวมานส่งผลกระทบต่อการสรรหาวัตถุดิบ ผลกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรง หรือผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ โดยธนาคารโลกรายงานว่าประชากร 1.8 พันล้านคนทั่วโลกคิดเป็น23% ของประชากรโลก ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ดังนั้นภาวะโลกร้อนไม่ใช่เรื่องเล่นๆอีกต่อไปแล้ว
“นี่คือเหตุผลที่ยูนิลีเวอร์ออกมาประกาศจุดยืนความยั่งยืนใหม่ที่เราจะรีโฟกัสเฉพาะสิ่งที่สร้างผลกระทบจริงๆในระยะเวลาอันสั้นและวางแผนให้ส่งผลในระยะยาว ใน 4 ด้าน”
ยูนิลีเวอร์ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 และ 2 ให้ได้ 100% ภายในปี พ.ศ. 2573 พร้อมทั้งมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 3 ซึ่งครอบคลุมกิจกรรมในห่วงโซ่อุปทานและการใช้ผลิตภัณฑ์ให้ได้ 42% ภายในปีเดียวกัน นอกจากนี้ บริษัทยังมีเป้าหมายด้านการจัดการพลาสติกที่ชัดเจน โดยมุ่งเพิ่มสัดส่วนพลาสติกรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์ให้ได้ 25% ภายในปี พ.ศ. 2568 ลดการใช้พลาสติกใหม่ (virgin plastic) ลง 30% ภายในปี พ.ศ. 2569 และ 40% ภายในปี พ.ศ. 2571 เทียบกับปีฐาน พ.ศ. 2562 รวมถึงดำเนินการตามแผนที่จะทำให้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบแข็งทั้งหมดสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ รีไซเคิล หรือย่อยสลายได้ภายในปี พ.ศ. 2573 และบรรจุภัณฑ์แบบยืดหยุ่นภายในปี พ.ศ. 2578
“ยูนิลีเวอร์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการนำเสนอทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์และการรักษ์โลกให้กับผู้บริโภค ปัจจุบัน 57% ของบรรจุภัณฑ์พลาสติกจากยูนิลีเวอร์สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำรีไซเคิล หรือย่อยสลายได้ โดยภายใต้โครงการ Bright Future ซึ่งต่อยอดมาจาก Clean Future ที่ริเริ่มแนวคิดเมื่อปี พ.ศ. 2562 ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และส่วนผสมให้ยั่งยืนมากขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติและย่อยสลายได้ อย่างซันไลต์ RHAMNO Clean เพื่อช่วยลด CO2 ในขอบเขตที่ 3 ที่สำคัญ เราได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้ในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งมี 57,000 ราย ใน190 ประเทศ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน การผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้ในท้ายที่สุด”
นางณัฏฐิณีกล่าวเพิ่มเติมว่ายูนิลีเวอร์ได้พัฒนาโดยใช้ AI มาช่วยในทุกมิติ เช่น ในการจับฟุตพริ้นซ์ ในการใช้น้ำ การคิดค้นสูตรใหม่ๆในการหาสารทดแทนว่าสารตัวไหนที่เหมาะสมจะนำมาใช้และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการลดขยะจากการจำลองภาพเสมือนจริง ปรับเปลี่ยนทุกอย่างได้โดยไม่ต้องผลิตจริงทำให้ที่ไม่มีขยะ เป็นต้น
อย่างไรก็ตามหนทางการเข้าไปสู่ Net Zero ในปี 2039 ทั้งขอบเขตที่1-2 เราทำสำเร็จแล้ว 72% และขอบเขตที่3 จะมุ่งสู่การยกระดับ Supplier Climate Programme เป็นสัญญาที่ต้องทำกับซัพพลายเออร์ทุกรายของยูนิลีเวอร์ เป็นโปรแกรมการร่วมพัฒนาคนที่จะมาเป็นซัพพลายเออร์ของยูนิลีเวอร์ด้วยการมอบองค์ความรู้ มอบเครื่องมือ และวิธีการวัดผล ว่าเขาจะบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างไร เขาจะก้าวไปสู่ Net Zero ไปพร้อมๆกับยูนิลีเวอร์อย่างไร และเขาจะได้เข้ากิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับเรื่องนี้
ความสำเร็จของยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ยังเห็นได้จาก โรงงานเกตเวย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ได้รับการรับรองการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ตั้งแต่ปี 2566 ผ่านการพัฒนา Biomass Boiler, Solar Roof เพื่อจัดหาพลังงานหมุนเวียน ตลอดจนการนำเทคโนโลยี Digital Twin มาจำลองการผลิตและออกแบบบรรจุภัณฑ์ ทำให้ลดต้นทุนลดของเสีย และเพิ่มคุณภาพโดยไม่ต้องใช้การทดลองจริง
ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าความยั่งยืนไม่ใช่เพียง พันธกิจด้านสังคม แต่ยังเป็น กลยุทธ์ทางธุรกิจ ที่เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว โดยการบูรณาการ เทคโนโลยี AI และดิจิทัลเข้ากับทุกห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่แท้จริง
“เรามั่นใจว่าความยั่งยืนคือหัวใจของธุรกิจในการเติบโตอย่างมั่นคง ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและการใช้ศักยภาพด้านนวัตกรรม ยูนิลีเวอร์จะเดินหน้าสร้างทั้ง คุณค่าทางธุรกิจ และ คุณค่าเพื่อโลกและสังคม อย่างเป็นรูปธรรม”นางณัฏฐิณีกล่าว
อนึ่งยูนิลีเวอร์เป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำของโลกด้านผลิตภัณฑ์ความงามและการดูแลส่วนบุคคล ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน รวมถึงอาหารและเครื่องดื่ม โดยมียอดขายในกว่า 190 ประเทศและเข้าถึงผู้บริโภค 3.4 พันล้านคนต่อวัน มีพนักงาน 128,000 คน สร้างยอดขายได้ 60.8 พันล้านยูโรในปี 2567
กว่า 90 ปี ที่ยูนิลีเวอร์ประกอบกิจการในประเทศไทย ยูนิลีเวอร์ได้เติบโตอย่างมั่นคงและได้กลายมาเป็นอันดับหนึ่งบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศไทย โดย 99% ของครัวเรือนไทย 25 ล้านครัวเรือนใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา 3 ครั้งต่อวัน ที่สำคัญ ยูนิลีเวอร์มีความภาคภูมิใจที่ได้รับการยกย่องจากยูนิเวอร์ซัมว่าเป็นนายจ้างดีเด่นอันดับ 1 ติดต่อกันถึง 6 ปี สำหรับนักศึกษา และได้รับรางวัลจาก HR Asia ในฐานะหนึ่งในบริษัทที่น่าร่วมงานมากที่สุดในประเทศไทยเป็นเวลา 6 ปีติดต่อกัน (พ.ศ. 2562 – 2567)