คนไทยลดทานอาหารนอกบ้าน จุดชนวน ‘สงครามความคุ้มค่า’ ดึงลูกค้า
ปี 2568 ธุรกิจร้านอาหารเป็น “สงครามความคุ้มค่า” แต่แนวโน้มตลาดจะโตมากน้อยอย่างไร ชญานิศ สมสุข นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์(SCB EIC) ฉายภาพรวมตลาดร้านอาหารปี 2568 คาดการณ์มูลค่า 6.74 แสนล้านบาท เติบโต 3.1% ส่วนแนวโน้มปีหน้าคาดการณ์เติบโต 3.3% และมูลค่าแตะ 6.97 แสนล้านบาท
ขณะที่ตลาดเติบโต ยังมีผลจาก “ต้นทุน” ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการมีการขยับราคาสินค้าด้วย
ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารยังแข่งแรง ผสานปัจจัยลบรุมล้อม ทำให้จำนวนผู้ประกอบการลดลง ณ เดือน มิ.ย.2568 ธุรกิจร้านอาหารที่เป็นนิติบุคคลรวมมี 25,485 ราย เทียบกับเดือน ส.ค.2567 มีจำนวน 44,058 ราย ผู้ประกอบการหายไปถึง 43% และส่วนใหญ่เป็น “รายเล็ก” จากสัดส่วนใหญ่ที่เป็นนิติบุคคลรายเล็ก(Small)ราว 97-98%
ตลาดร้านอาหารปีนี้โตต่ำ ผลกระทบไม่พ้นเศรษฐกิจชะลอตัว จำนวนท่องเที่ยวต่างชาติลดลง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำกว่า 50 คนไทย 54% ไม่มั่นใจเศรษฐกิจ ส่งผลต่อเนื่องถึงการระมัดระวังใช้จ่ายมากขึ้น และ 67% ยังปรับตัวรับความไม่แน่นอน ทั้งลดค่าใช้จ่ายในการทานอาหารนอกบ้าน ลดใช้จ่ายในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น
หากเจาะร้านอาหาร 3 กลุ่มที่ SCB EIC แบ่ง ได้แก่ 1.กลุ่มนั่งทานที่ร้าน มีพนักงานเสิร์ฟ เน้นขายอาหารกว่า 50% หรือ Full-service restaurant สุกี้ ชาบู ร้านอาหารญี่ปุ่น ฯ คาดการณ์ปีนี้โต 3% 2.กลุ่มบริการอาหารฟาสต์ฟู้ด เดลิเวอรี(Limited-service restaurant) เช่น ไก่ทอด เบอร์เกอร์ คาดการณ์เติบโต 3% และ 3.คาเฟ่ บาร์ หรือร้านที่เน้นขายเครื่องดื่ม กาแฟ ชาต่างๆ คาดการณ์เติบโต 3.6%
ธุรกิจร้านอาหารปีนี้ ยังเป็นปีแห่ง “สงครามความคุ้มค่า” แบรนด์เล็ก-ใหญ่ขับเคี่ยวกันเข้มข้น ระเบิด“ราคา-ความคุ้มค่า” ดึงผู้บริโภค ไม่เพียงเฉพาะสุกี้เท่านั้น แต่ยังมีหมวดสเต็ก ที่แบรนด์ใหญ่คลอดแบรนด์รองหรือไฟต์ติงแบรนด์มาห้ำหั่น เช่น เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป ส่ง “โบนัส สุกี้” ลงสนามชก“สุกี้ตี๋น้อย” ด้านไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป ใช้ซิซซ์เล่อร์ สเต็กราคาแพงสู้ยาก ต้องเปิดตัว เดอะ สเต็ก แอนด์ มอร์ ท้าชน อีส แอม อาร์ เป็นต้น
“ธุรกิจร้านอาหารเป็นสงครามความคุ้มค่า รายใหญ่ลงมาเล่นตลาดแมส แบรนด์ดังมีการคอลแลปส์พันธมิตรเพื่อทำตลาดเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ร้านคาเฟ่ บาร์ มีแทบทุกหัวมุมถนนไปไหนก็เจอ และอยู่ในภาวะล้นตลาด แต่ถือเป็นเดสทิเนชันของไลฟ์สไตล์ผู้คนและพื้นที่พบปะกัน”
วิรัตน์ โรจยารุณ กรรมการบริหาร บริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด ผู้บริหารร้านลัคกี้สุกี้ กล่าวว่า ทุกธุรกิจย่อมมีการแข่งขัน สิ่งสำคัญในฐานะผู้ประกอบการหากมองคู่แข่งแกร่ง แล้วแบรนด์ตนเองไม่มีความสามารถในการแข่งขัน ย่อมเข้าตลาดไม่ได้
“สิ่งสำคัญมากกว่าคู่แข่ง คือความสามารถในการแข่งขันของเราที่จะเราจะเป็น ไม่ว่าคู่แข่งในตลาดแข็งแรงแค่ไหน ไม่สำคัญเท่าเราแข็งแรงหรือเปล่า การทำธุรกิจเราต้องโฟกัสตัวเอง มุ่งมั่นสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่ดี สร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า”
ปี 2568 บริษัทวางแผนจะเปิดร้านให้แตะ 40 สาขา จากปัจจุบันมี 34 สาขา แบ่งเป็นลัคกี้สุกี้ 25 สาขา และลัคกี้บาร์บีคิว 9 สาขา โดยการเปิดร้านจะใช้พื้นที่ราว 550 ตารางเมตร ขึ้นไป และปีนี้จะเห็นการขยายร้านเจาะทำเลในพื้นที่ระยะ 300 กิโลเมตร จากกรุงเทพฯ ปีหน้าจะขยายร้านไปทั่วประเทศ
ส่วนการทำตลาดยังให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” ดึงดูดผู้บริโภค โดยเงินที่จ่ายระดับ 200-300 บาท ต้องสร้างความพึงพอใจให้มากสุด สำหรับการแข่งขันในตลาดสุกี้ที่ดุเดือด ทำให้ผู้ประกอบการมี “กำไรบาง” อาจสร้างอิมแพ็คในระยะสั้น ระยะยาวหากอาหารไม่อร่อย ลูกค้าจะมองหาสิ่งที่ตรงใจมากขึ้น
“กลยุทธ์ราคาทำ 1-2 สัปดาห์อาจได้ผลดี แต่ระยะยาวอาจไม่ได้ผล และการทำบุฟเฟต์ ไม่ใช่ซื้อของให้ถูกสุด หรือลูกค้าจ่ายเงินมาไม่ใช่แค่มีอาหารรับประทาน ความคุ้มค่าไม่ได้แปลว่าง่ายจ่ายน้อย แต่คือใจ ได้รับของที่คุ้มค่ากว่าเงินที่จ่าย ให้ลูกค้าชนะที่เข้ามาใช้บริการแล้วคุ้ม อีกด้านเราต้องบริหารต้นทุนเพื่อให้ยังพอมีกำไรเหลือ เป็นผลประกอบการ”