'ราเมศ' ชี้ 'ภูมิธรรม' ยุบสภาไม่ได้ สยบข่าว 4 สส. กลุ่มชวน หนุน อนุทิน
30 ส.ค.นายราเมศ รัตนะเชวง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ในฐานะเลขานุการนายชวน หลีกภัย กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันว่า ในประเด็นที่มีการถกเถียงถึงอำนาจรักษาการนายกรัฐมนตรียุบสภาได้หรือไม่ นั้น ในความเห็นส่วนตัว รักษาการนายกรัฐมนตรีไม่สามารถยุบสภาได้ ด้วยเหตุผลและหลักการที่สำคัญคือ ด้วยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเห็นชัดว่า อำนาจถ่วงดุลของฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรีที่มีต่อฝ่ายนิติบัญัติคือสภาผู้แทนราษฎรนั้น อำนาจต้องเป็นของนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมติเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร คนที่รักษาการแทนนายกรัฐมนตรีไม่ได้มาจากสภาผู้แทนราษฎรถือได้ว่าเป็นคนนอก ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีตัวจริงไม่ได้มีนิติสัมพันธ์ใดๆกับฝ่ายนิติบัญญัติเลย
ฉะนั้นจะมาใช้อำนาจในการยุบสภาไม่ได้ เป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรีเพียงเท่านั้น เพราะฉะนั้นก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่จะต้องมีการเดินหน้าในสภาผู้แทนราษฎรเรื่องการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่
นายราเมศ กล่าวต่อว่า ในประเด็นที่มีการรายงานข่าวอ้างถึงว่ามีกลุ่มนายชวน หลีกภัย 4 คน ไปสนับสนุนกลุ่มนายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ว่า ยืนยัน นายชวน หลีกภัย ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับใคร เนื่องจากอยู่ในระหว่างการเดินทางไปประเทศนิวซีแลนด์ ไม่อยากให้มีการรายงานข่าวที่ผิดพลาดจะเกิดความเสียหายได้ และในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ตนในฐานะสมาชิกพรรค ก็ต้องย้ำว่าเมื่อมีระบบของพรรคอยู่ ผู้บริหารพรรคและ ส.ส.ปัจจุบันก็มีอำนาจในการตัดสินใจ คงไม่ไปก้าวล่วง เพราะท้ายที่สุดความรับผิดชอบก็อยู่ที่ผู้บริหารพรรค และไม่มีใครคนใดคนหนึ่งตัดสินใจได้คนเดียว การเลือกนายกรัฐมนตรีก็มีหลักในการพิจารณาที่กรรมการบริหารพรรคกับ ส.ส.ต้องตัดสินใจ ร่วมกัน ก็ต้องรอผลการพิจารณา และในหลักการส่วนของพรรคนายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ ก็ยังเป็นบุคคลที่อยู่ในบัญชีนายกรัฐมนตรี ซึ่งด้วยความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ในทางการเมืองก็ถือว่ามีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีและเชื่อว่านำพาประเทศได้ดีไม่แพ้คนอื่นๆเช่นกัน อันนี้ก็ในส่วนหลักการของพรรคระบบก็จะเป็นแบบนี้
ด้าน นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเพจ Facebook Chao Meekhuad เรื่อง “ยุบสภา” ไม่ใช่ดาบสุดท้าย แต่คือดาบแหลมที่ทิ่มแทงเพื่อไทยเอง โดยอ้างอิงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ที่ชี้ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับเด็จฮุน เซน และเมื่อความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง คณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 167 แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่รักษาการตามมาตรา 168 ต่อไป
นายเชาว์ ระบุว่า ภารกิจของสภาผู้แทนราษฎรชัดเจน คือ การเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพื่อตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่ ไม่ใช่การยุบสภา เพราะ “อำนาจยุบสภา” เป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ไม่ใช่อำนาจที่รักษาการสามารถใช้แทนได้ ดังนั้น นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี จึงไม่มีสิทธิทางกฎหมาย หากฝืนทำ จะไม่ใช่ดาบสุดท้าย แต่จะเป็นดาบที่หันกลับมาทิ่มแทงพรรคเพื่อไทยเอง อีกทั้งยังอาจเข้าข่ายละเมิดจริยธรรมและถูกดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 157 ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ วิเคราะห์ว่า ในเชิงการเมือง การหยิบ “ยุบสภา” ขึ้นมาพูด สะท้อนถึงทางตันของพรรคเพื่อไทยที่ยังไม่สามารถรวมเสียงข้างมากได้ หากเดินเกมผิดเท่ากับผลักพรรคไปสู่มุมอับ เพราะการเลือกตั้งใหม่อาจไม่เพียงทำให้พรรคอกหักเป็นอันดับสองเหมือนครั้งที่ผ่านมา แต่ยังเสี่ยงสูญเสียความนิยมในใจประชาชนลงอย่างหนัก
นายเชาว์ ทิ้งท้ายว่า ในยามที่อำนาจของพรรคเพื่อไทยใกล้สิ้นสุด กลับกลายเป็นว่าพรรคภูมิใจไทยที่เสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี มีโอกาสพลิกสมการทางการเมือง หากสามารถรวมเสียงได้สำเร็จ พรรคเพื่อไทยก็อาจไม่เพียงเสียผู้นำ แต่ยังสูญเสียบทบาทการนำรัฐบาลไปโดยปริยาย