มิติใหม่ “ธุรกิจแห่งการบอกลา” ออกแบบชีวิตหลังความตายให้สร้างสรรค์
"ธุรกิจการดูแลหลังความตาย" กำลังเปลี่ยนโฉม โดยได้รับแรงผลักดันจากการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และความคาดหวังของผู้บริโภคที่พัฒนาไปตามยุคสมัย
จากเดิมที่เป็นเรื่องเต็มไปด้วยพิธีกรรมและข้อห้าม อุตสาหกรรมนี้ได้กลายเป็นพื้นที่แห่งโอกาสสำหรับความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ในขณะเดียวกันศักยภาพทางเศรษฐกิจก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้อุตสาหกรรมการดูแลหลังความตายเป็นส่วนสำคัญของระบบเศรษฐกิจโลก
หนึ่งในแง่มุมที่น่าสนใจที่สุดคือ "การนำความคิดสร้างสรรค์เข้าสู่พิธีกรรมและการรำลึกถึง"
การปฏิบัติพิธีศพแบบดั้งเดิมถูกปรับเปลี่ยนเพื่อสะท้อนเรื่องราวส่วนตัวและความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม ตัวอย่างเช่น ในประเทศ"ญี่ปุ่น" มีการจัดพิธีศพของคนที่ยังมีชีวิต (seizensō) ช่วยให้บุคคลสามารถออกแบบและเข้าร่วมพิธีของตนเองก่อนเสียชีวิตจริง ซึ่งเป็นวิธีการที่ช่วยเตรียมความพร้อมเพื่อลดภาระให้กับครอบครัว
นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่ใช้การออกแบบเชิงสร้างสรรค์ เช่น สุสานที่ระลึกที่เน้นศิลปะและการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ซึ่งช่วย "เปลี่ยนทัศนคติเชิงลบเกี่ยวกับความตาย ให้กลายเป็นเรื่องที่มีความหมายและสง่างาม"
"เทคโนโลยีดิจิทัล" ยังกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการปรับเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนให้เกียรติและระลึกถึงคนที่รัก นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI เช่น “Rememory” ของ Deep Brain AI ช่วยให้ครอบครัวสามารถโต้ตอบกับภาพจำลองดิจิทัลของผู้ล่วงลับได้
กระแสความสนใจ #DeathTok บน TikTok ส่งเสริมการสนทนาเชิงสร้างสรรค์เกี่ยวกับความโศกเศร้า โดยใช้ความตลกและแชร์ประสบการณ์ร่วมกัน ช่วยทำให้การพูดคุยเกี่ยวกับความตายเป็นเรื่องปกติ ความเปิดกว้างทางดิจิทัลนี้ช่วยให้ผู้คนสำรวจความตายในวิธีที่ทั้งเป็นการบำบัดและสร้างชุมชน
นอกจากนี้ยังมีบริการเก็บรักษามรดกดิจิทัล เช่น แพลตฟอร์ม Chptr และGoodTrust ซึ่งช่วยให้ครอบครัวสามารถรวบรวมและแบ่งปันความทรงจำของผู้ล่วงลับได้ในรูปแบบที่ยั่งยืนและสร้างความอบอุ่นทางจิตใจ
"ความยั่งยืน" เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ความคิดสร้างสรรค์เปล่งประกาย Megatrend สำหรับแนวปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมการดูแลหลังความตาย นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของงานศพรักษ์โลก (Green Funerals) เช่น การทำปุ๋ยหมักมนุษย์ (Terramation) และการเผาศพด้วยน้ำ (Aquamation) ซึ่งใช้น้ำแทนไฟ
แนวปฏิบัติเหล่านี้ไม่เพียงลดปริมาณการปล่อยคาร์บอน แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรม เช่น โถเถ้ากระดูกย่อยสลายได้ และเพชรที่ระลึกของ Eterneva ซึ่งสร้างจากเถ้ากระดูก
การผสานความยั่งยืนเข้ากับศิลปะทำให้อุตสาหกรรมนี้ดึงดูดใจผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับความสำคัญทางอารมณ์
อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือ Death Cafés ซึ่งเป็นกิจกรรมเชิงสังคมที่เปิดพื้นที่ให้คนทั่วไปพูดคุยเกี่ยวกับความตายอย่างเปิดเผยและไม่เป็นทางการ Death Cafés เหล่านี้ช่วยลดความกลัวและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความตาย และสร้างความเข้มแข็งในชุมชนที่เน้นความเข้าใจและการสนับสนุนซึ่งกันและกัน
ในขณะที่ความคิดสร้างสรรค์กำลังปรับเปลี่ยนมิติทางอารมณ์และวัฒนธรรมของการดูแลหลังความตาย "โอกาสทางเศรษฐกิจ" ก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน
ด้วยประชากรโลกที่มีอายุเกิน 60 ปี และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในปี 2050 ความต้องการบริการดูแลหลังความตายจึงคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะตลาดงานศพรักษ์โลกในปี 2021 มีมูลค่าถึง 570 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตที่ 8.7% ต่อปี ไปจนถึงปี 2030 โดยเฉพาะตลาดพรีเมี่ยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังเติบโต
บริษัทอย่าง Nirvana Asia เป็นผู้นำตลาดด้วยบริการที่ครอบคลุมตั้งแต่ จัดหาแปลงฝังศพตามหลักฮวงจุ้ยไปจนถึงสวนอนุสรณ์ระดับราชวงศ์ ตอกย้ำว่าการปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับบุคคลและความพิเศษ สามารถกระตุ้นราคาพรีเมียมได้ นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างของ Solace ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพในสหรัฐฯ นำเสนอบริการเผาศพที่ส่งตรงถึงผู้บริโภค ทำให้กระบวนการง่ายขึ้นสำหรับครอบครัว และยังคงรักษาความโปร่งใสและความสามารถในการจ่ายได้
การเติบโตของอุตสาหกรรมยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม เช่น การลดทรัพยากรสิ้นเปลือง การกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นผ่านงานศพที่ใช้วัสดุจากชุมชน และการสร้างงานในภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้การให้ความสำคัญกับความยั่งยืนยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมในฐานะผู้มีส่วนร่วมในการปกป้องโลก