“UUSTECH” คว้าโอกาสลงทุน “ตราสารทุนเทคโนโลยีสหรัฐฯ”... ด้วยสไตล์ที่แตกต่างแบบ “All Cap Strategy” ปรับสัดส่วนการลงทุนตามสภาวะตลาดได้อย่างคล่องตัว เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน
โดย: บลจ.ยูโอบี
รู้หรือไม่?…ปีนี้ “หุ้นสหรัฐ” (S&P500) ปรับตัวขึ้นทำ “จุดสูงสุดใหม่” อย่างต่อเนื่อง บวกมาแล้วกว่า +10% และดัชนี “Nasdaq100” +13% แต่เป็นการขึ้นแบบ “กระจุก” ที่มาจากแรงขับเคลื่อนของกลุ่ม “7 นางฟ้า” (Magnificent7) เป็นสำคัญ (ที่มา: Google Finance, 19 ส.ค. 2568) ซึ่งมีน้ำหนักในดัชนีทั้ง 2 ค่อนข้างมาก ประมาณ 34% ในดัชนี “S&P500” (ที่มา: The Motley Fool, 15 ส.ค. 2568) และมากกว่า 50% ในดัชนี “Nasdaq100” (ที่มา: Investing.com, 13 พ.ค. 2568)
แต่ “หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ” ไม่ใช่มีแค่ “หุ้น Big Tech” ในกลุ่ม “7 นางฟ้า” เท่านั้น ยังมี “หุ้นเทคโนโลยี” อื่นๆ ให้เลือกลงทุนอีกมาก ที่มีศักยภาพในการเติบโต มีโมเดลธุรกิจที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ไม่ต่างจากหุ้นกลุ่มผู้นำตลาดแต่ประการใด
ทั้ง “หุ้นขนาดใหญ่-กลาง-เล็ก” ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ของโลกปัจจุบัน นั่นทำให้ “หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ” ซึ่งเป็นหนึ่งในค่ายใหญ่ในเรื่องนี้ของโลกยังคงเป็นธีมการลงทุนที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและน่าสนใจในการลงทุนอยู่นั่นเอง
ปัจจุบัน “กองทุนหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ” ทั้งหมด/เกือบทั้งหมดจะเป็นกองทุนสไตล์ “Passive Fund” ไม่ว่าจะอ้างอิงกับดัชนี “S&P North American Expanded Technology Sector Index” หรือ “S&P500 Technology Sector Index” ก็ตาม ซึ่งก็ยังคงหนีไม่พ้นกับการกระจุกตัวในหุ้นกลุ่ม “7 นางฟ้า” เป็นสำคัญ เช่น หุ้นของบริษัท Nvidia, บริษัท Apple, บริษัท Microsoft เป็นต้น
จะดีแค่ไหน?…ถ้าคุณยังคงมีโอกาสลงทุนใน “หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ” ที่มีศักยภาพในการเติบโตที่ดี จากการเติบโตของหุ้นกลุ่ม AI, Cloud, Software และแพลตฟอร์มดิจิทัล ทั่วโลก ที่สำคัญ “ไม่กระจุกตัว” ในกลุ่ม “7 นางฟ้า”
วันนี้ โอกาสนั้นมาถึงแล้ว เมื่อ “บลจ.ยูโอบี” ได้นำเสนอการลงทุนใหม่ใน “ตราสารทุนเทคโนโลยีสหรัฐ” ที่แตกต่าง ด้วยการลงทุนผ่านกองทุนหลักที่ใช้กลยุทธ์การลงทุนสไตล์ “Active Management” ซึ่งลงทุนในหุ้นทุกขนาด “All Cap Strategy”และมีกลุ่ม “7 นางฟ้า” ในพอร์ตล่าสุดเพียง 16.4% เท่านั้น (ที่มา: J.P. Morgan Asset Management, 30 มิ.ย. 2568)โดยเตรียมเสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 27 ส.ค. – 3 ก.ย. 2568นี้
โอกาสลงทุนใน “ตราสารทุนเทคโนโลยีสหรัฐฯ” ผู้นำด้านเทคโนโลยีของโลก…เติบโตไปพร้อมกับ “โลกเทคโนโลยี” ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
ปฏิเสธไม่ได้ว่า “สหรัฐฯ” เป็นหนึ่งใน “ผู้นำ” ด้านเทคโนโลยีของโลกในปัจจุบัน สะท้อนผ่านบริษัทด้านเทคโนโลยีในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มีอยู่มากมายให้ได้เลือกลงทุนกัน ทั้งบริษัท “ขนาดใหญ่-กลาง-เล็ก” ไม่ได้จำกัดไว้เฉพาะแค่กลุ่ม “7 นางฟ้า” เท่านั้น
และ “ธีมเทคโนโลยี” เป็นหนึ่งใน “Megatrend” ของโลกการลงทุนที่จะกินเวลาไปอีกนานจากนี้ที่เพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น ซึ่งทำให้ “ตราสารทุนเทคโนโลยีสหรัฐฯ” ยังมีโอกาสในการเติบโตอีกมากตามแนวโน้มของโลกเทคโนโลยีที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่องนั่นเอง
โดยเฉพาะกลุ่ม “ปัญญาประดิษฐ์” (AI: Artificial Intelligence) ทั่วโลกที่คาดว่าจะมีขนาดเพิ่มขึ้นเป็น 1,811.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2573 โดยเพิ่มจากปี 2567 ซึ่งมูลค่าอยู่ที่ 279.22 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ในอีก 5 ปีข้างหน้า 35.9% (ปี 2568 – 2573)
“ซึ่งมีเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนตลาด AI ที่สำคัญ ได้แก่ Machine Learning, Deep Learning, Natural Language Processing (NPL), Generative AI และ Computer Vision”
และกลุ่ม “การประมวลผลแบบคลาวด์” (Cloud Computing) ทั่วโลกที่คาดว่าจะมีขนาดเพิ่มขึ้นเป็น 2.26 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2573 จากปี 2568 ซึ่งมูลค่าอยู่ที่ 860 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ในอีก 5 ปีข้างหน้า 21.20% (ปี 2568 – 2573) (ที่มา: UOBAM, ก.ค. 2568)
“โดยเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนตลาด Cloud Computing ที่สำคัญ ได้แก่ AI-as-a-Service ที่ให้บริการ AI ผ่านคลาวด์, Hybrid & Multi-Cloud Architecture ที่ผสมผสานทั้ง Public และ Private Cloud เพื่อความปลอดภัยและความยืดหยุ่นในการใช้งาน, Serverless Computing (FaaS) ที่เป็นการประมวลผลแบบไม่ต้องจัดการเซิร์ฟเวอร์ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนา”
นอกจากโอกาสการลงทุนใน “หุ้นเทคโนโลยี” (Tech) แล้ว ยังมีโอกาสลงทุนใน “หุ้นอื่นที่ใช้เทคโนโลยี” ขับเคลื่อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ (Tech enabled) ด้วยเช่นกัน เพราะปัจจุบันมีอุตสาหกรรมต่างๆ นำเทคโนโลยีมาใช้เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มบริการทางการเงิน, สื่อ/การโฆษณา, การพาณิชย์/การชำระเงิน หรือการดูแลสุขภาพ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ในธุรกิจเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน
“UUSTECH” คว้าโอกาสลงทุน “ตราสารทุนเทคโนโลยีสหรัฐ”…ด้วยสไตล์ที่แตกต่างแบบ “All Cap Strategy” ไม่กระจุกตัวใน “หุ้น Mega cap”
ปัจจุบัน “กองทุนหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ” ส่วนใหญ่จะเป็นกองทุนสไตล์ “Passive Fund” ไม่ว่าจะอิงกับ “หุ้นเทคโนโลยี” ในดัชนี “S&P500” หรือ “Nasdaq100” ก็ตาม ล้วนเป็นดัชนีที่ถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด ซึ่งจะเกิดการ “กระจุกตัว” ในกลุ่ม “Mega cap”(NVDIA, Microsoft, Apple, Amazon, Alphabet) ค่อนข้างมาก ตัวอย่าง กองทุน “QQQ” ประมาณ 35% และ “XLK” ประมาณ 41%(ที่มา: J.P. Morgan Asset Management, 19 มิ.ย. 2568 )
“UUSTECH: กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ยูเอส เทคโนโลยี อิควิตี้ ฟันด์” จึงเป็นทางเลือกที่แตกต่างและตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี โดยกองทุน “UUSTECH” จะนำเงินไปลงทุนผ่านกองทุนหลัก “JPMorgan Funds – US Technology Fund, I (acc) – USD” ที่มีจุดเด่นเน้นลงทุนใน “ตราสารทุนเทคโนโลยี” ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง เช่น AI, Cloud, Software และแพลตฟอร์มดิจิทัล อย่างน้อย 67% ของ NAV (รวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะด้านเทคโนโลยี สื่อ และบริการด้านการสื่อสาร) ที่จัดตั้งขึ้น/ และหรือดำเนินธุรกิจในสหรัฐฯ ซึ่งบริหารจัดการโดยทีมผู้จัดการกองทุนที่มีประสบการณ์ลงทุนในตราสารทุนเทคโนโลยีมาอย่างยาวนานของ JPMorgan Asset Management (Europe) S.à r.l นั่นเอง
“ที่สำคัญกองทุนหลักยังเลือกใช้ดัชนี ‘Russell 1000 Equal Weight Technology Index’ เป็นดัชนีชี้วัด เพราะกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่าดัชนีแบบถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด เมื่อผสานกับกลยุทธ์การลงทุนสไตล์ ‘Active Management’ ที่ลงทุนในหุ้นหลายขนาด ‘All Cap Strategy’ (หุ้นขนาดใหญ่-กลาง-เล็ก) ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงหุ้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป นั่นทำให้ในพอร์ตของกองทุนหลักมีน้ำหนักของหุ้น ‘Mega Cap’ ในพอร์ตเพียง 9% และมีกลุ่ม ‘7 นางฟ้า”เพียง 16.4% เท่านั้น (ที่มา: J.P. Morgan Asset Management, 30 มิ.ย. 2568)”
เปิดกลยุทธ์ “กองทุนหลัก” เบื้องหลังการสร้าง “ผลตอบแทนเหนือตลาด”…ฝีมือบริหารของ “JPMorgan Asset Management (Europe) S. à r.l”
สำหรับ “JPMorgan Asset Management (Europe) S. à r.l” ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนหลักนั้น ปัจจุบันมีตราสารทุนภายใต้การบริหารรวมทั้งสิ้น 1,160 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดย 71% เป็นการลงทุนใน “หุ้นสหรัฐฯ” และในหุ้นสหรัฐฯที่บริหารจัดการ 822 พันล้านดอลลาร์นั้น ยังแบ่งเป็น 3 สไตล์การลงทุน ได้แก่ Growth 36%, Core 45% และ Value อีก 19%
ซึ่ง “กองทุนหลัก” จะเป็นเงินที่อยู่ในหุ้นสหรัฐฯ สไตล์ Growth ที่บริหารอยู่นั่นเอง ด้วยกระบวนการลงทุนที่เลือกหุ้นแบบ “Fundamental Selection” ที่มุ่งเน้นการคัดเลือกหุ้นรายตัวในบริษัทที่มีศักยภาพการเติบโตซึ่งยังไม่ได้รับการประเมินค่าอย่างเหมาะสมจากตลาด หรือมีปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เอื้อต่อการสร้างผลประกอบการที่เหนือกว่าคาดการณ์ของตลาดในระยะกลางถึงระยะยาว เพื่อมาสร้างพอร์ตลงทุนแบบ “High Conviction” ประมาณ 50 – 70 ตัว ที่มีการควบคุมความเสี่ยงเป็นอย่างดี
“โดยจะให้น้ำหนักหุ้นแต่ละตัวบนพื้นฐานของ ‘Risk-adjusted Expected Return’ และกำหนดสัดส่วนการลงทุนหุ้นเป้าหมายให้ต่างจากดัชนีเทียบวัด (Benchmark) ไม่เกิน 5% เท่านั้น เพื่อให้พอร์ตมีการกระจายความเสี่ยงที่ดีและไม่พึ่งพาหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไปนั่นเอง
ไม่เพียงเท่านี้กองทุนหลักยังมีความหลากหลายของกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุน ซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ได้แก่
1) “หุ้นเทคโนโลยีโดยตรง” (Tech) 61%
2) “หุ้นอื่นที่ใช้เทคโนโลยี” (Tech enabled) 38%
“ทำให้กองทุนหลักมีความยืดหยุ่นสามารถลงทุนได้กว้างกว่ากรอบหุ้นเทคโนโลยีแบบดั้งเดิม โดยในส่วนของ ‘หุ้น Tech’ 61% นั้น หลักๆ จะลงทุนในบริษัทพัฒนาและจำหน่ายซอฟแวร์, บริษัทผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ และบริษัทผู้ให้บริการดิจิทัลสำหรับผู้บริโภค ส่วนกลุ่มที่เป็น ‘Tech enabled’ อีก 38% นั้นส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่จำเป็น”
นั่นทำให้พอร์ตของกองทุนหลัก มีบุคลิกที่แตกต่าง ในพอร์ตมี “หุ้นใหญ่” 74.7% ส่วนที่เหลือเป็น“หุ้นขนาดกลาง-เล็ก” ที่สำคัญไม่ผูกติดกับกลุ่ม“7 นางฟ้า” ที่มีสัดส่วนในพอร์ตเพียง16.4% เท่านั้น
ส่วนหุ้น “Top5” ก็มีหน้าตาที่แตกต่างจากกองทุนหุ้นสหรัฐอื่นๆ ค่อนข้างชัดเจน ได้แก่ Robinhood Markets, Netflix, Snowflake, Take-Two Interactive Software และ Meta Platforms ตามลำดับ และยังแตกต่างจากดัชนีเทียบวัดด้วยเช่นกัน (Portfolio และสัดส่วนการลงทุนอาจเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและดุลพินิจของผู้จัดการกองทุนหลัก)
โดยพอร์ตกองทุนหลักมี Multiple ที่สูงกว่าดัชนีชี้วัด โดยมี Forward 12M P/E32.8 เท่า (ดัชนีชี้วัด 25.2 เท่า) แนวโน้มกำไรสุทธิ/หุ้น (EPS) ในช่วง 12 เดือนข้างหน้าเติบโต18.9% (ดัชนีชี้วัด 12.8%)มี“Tracking Error” 8.38 และ “Active Share” 79% ค่อนข้างสูง จากกลยุทธ์การลงทุนเลือกหุ้นในแบบ“Fundamental Selection” นั่นเอง (ที่มา: J.P. Morgan Asset Management, 30 มิ.ย. 2568)
แต่ก็แลกมาด้วยผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของกองทุนหลักซึ่งสามารถสร้าง “ผลตอบแทนเหนือตลาด” (Excess Return) ได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่จัดตั้งกองทุน
สำหรับผลงานของกองทุนหลักแบบสะสม (ณ วันที่ 30 มิ.ย. 68) นั้น สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่าง “ต่อเนื่อง” โดยสามารถเอาชนะดัชนีชี้วัดได้ในทุกช่วงเวลา 1Y +20.14% (ดัชนีชี้วัด +14.93%), 3Y +125.42%(ดัชนีชี้วัด +71.49%), 5Y +122.10% (ดัชนีชี้วัด +74.09%) และนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน (SI) +231.62% (ดัชนีชี้วัด +125.43%) ตามลำดับ
ใครที่กำลังมองหาโอกาสการลงทุนใน “ตราสารทุนเทคโนโลยีสหรัฐ” ที่แตกต่าง ไม่กระจุกตัวในหุ้น “Mega Tech” หรือ “หุ้น Mag7” แต่ยังเป็นตราสารทุนที่มีศักยภาพที่จะเติบโตไปกับ “เทคโนโลยียุคใหม่” ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เชื่อว่ากองทุน “UUSTECH” ที่เป็นกองทุน Feeder Fund ซึ่งลงทุนผ่านกองทุนหลักแบบ “Active Fund” เน้นกลยุทธ์การลงทุนที่แตกต่างด้วย “All cap Strategy” น่าจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี
สามารถดูข้อมูล กองทุน “UUSTECH” เพิ่มเติมได้ที่ https://www.uobam.co.th/th/mutual-fund/00909/UUSTECH
ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อ บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด โทร. 0-2786-2222 www.uobam.co.thคำเตือน
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในกองทุนรวมมิใช่การฝากเงินและไม่สามารถรับรองผลตอบแทน ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต การลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งอาจทำให้ได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก กองทุนอาจลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงของกองทุนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน กองทุนหลักอาจพิจารณาลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารการลงทุน กองทุนนี้ลงทุนในต่างประเทศ จึงมีความเสี่ยงที่ทางการของต่างประเทศอาจออกมาตรการในภาวะที่เกิดวิกฤตการณ์ที่ไม่ปกติ ทำให้กองทุนไม่สามารถนำเงินกลับเข้ามาในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ลงทุนไม่ได้รับเงินคืนตามระยะเวลาที่กำหนด กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของประเทศสหรัฐอเมริกา จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณากระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย