MTC ยังเข้าได้ไหม? จากต้นปีราคาลงแล้ว 20% นักวิเคราะห์ประสานเสียงเชียร์ “ซื้อ” มองสินเชื่อโต หนุนกำไรปี 68-69 แกร่ง
ราคาหุ้น บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา โดยวันที่ 29 ส.ค.68 ราคาหุ้นปิดตลาดที่ระดับ 37.25 บาท ลดลง 1.32% จากวันก่อนหน้า ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 279.58 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หากนับจากต้นปีถึงปัจจุบัน ราคาหุ้นปรับตัวลดลงไปแล้ว 20.32% จากระดับ 46.75 บาท ณ วันที่ 2 ม.ค. 68 โดยคาดว่าปัจจัยที่กดดันราคาหุ้น มาจากความกังวลต่อมาตรการคุมดอกเบี้ยสินเชื่อเช่าซื้อและจำนำทะเบียนรถของธนาคารแห่งประเทศไทย การแข่งขันในตลาดที่รุนแรงขึ้น ต้นทุนทางการเงินที่สูงจากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น รวมถึงการเพิ่มขึ้นของ NPL ที่กดดันต่อคุณภาพสินทรัพย์และผลประกอบการที่ออกมาต่ำกว่าตลาดคาดการณ์
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ยังคงมีมุมมองไปในทิศทางเดียวกัน โดยแนะนำ “ซื้อ” หุ้น MTC เนื่องจากสินเชื่อมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่กำไรยังขยายตัวสอดคล้องกับคุณภาพพอร์ตที่แข็งแรง และการขยายสาขายังช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
โดยบทวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย 45.00 บาท ทั้งนี้ คาดว่าสินเชื่อของ MTC จะเติบโต 12% และ 10% ในปีนี้และปีหน้า เทียบกับเป้าหมาย 10 -15% โดยมองว่าการเน้นสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กและการเข้าถึงชุมชนท้องถิ่นเป็นกุญแจสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน ปัจจุบัน MTC มีลูกค้า 3.5 ล้านราย
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนทางการเงิน (CoF) มีแนวโน้มลดลงช้ากว่าคู่แข่งเนื่องจากมีหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าหุ้นกู้สกุลเงินบาท ปัจจุบันแหล่งเงินทุนในประเทศคิดเป็น 80% ของเงินทุนทั้งหมด โดยคาดว่า MTC จะขยายอายุเฉลี่ยของหุ้นกู้และสินเชื่อธนาคารเพื่อลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง โดยคาดว่า CoF จะลดลง 6bps จากปีก่อน เทียบกับ 10bps ของ TIDLOR และ SAWAD ในปี 2569
ทั้งนี้ จากประมาณการ MTC มีสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ 5.4 หมื่นล้านบาท เทียบกับ TIDLOR และ SAWAD ที่รายละ 1.4 หมื่นล้านบาท ในไตรมาส 2/68 มองว่าสินเชื่อกลุ่มนี้ให้ผลตอบแทนที่ปรับความเสี่ยงแล้วดีที่สุด เนื่องจากเป็นสินเชื่อขนาดเล็ก ส่งผลให้อัตราการเก็บเงินสดดีและคุณภาพสินทรัพย์มั่นคง MTC ไม่น่าจะเสียส่วนแบ่งตลาดให้แก่คู่แข่งหรือผู้เล่นรายใหม่ เช่น บริษัทในเครือธนาคาร เนื่องจากมีจำนวนสาขาและพนักงานมาก ทำให้เข้าถึงชุมชนและสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการรายใหม่ ส่วนใหญ่มักเน้นสินเชื่อวงเงินขนาดใหญ่ เช่น สินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ และสินเชื่อจำนองที่ดิน มากกว่าจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ เพราะไม่สามารถสร้าง Economy of Scale ได้
อย่างไรก็ดี คาดว่ากำไรปีงบการเงิน 68/69 จะเติบโต 12% และ 8% โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของสินเชื่อระดับสองหลัก คุณภาพสินทรัพย์ที่มั่นคง และการควบคุมต้นทุนที่ดี โดนคาดว่าต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (credit cost) และอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้จะค่อย ๆ ลดลงอยู่ที่ 2.6 -2.7% จากการเพิ่มประสิทธิภาพสาขาในปี 68 -69
ทั้งนี้ มีความกังวลเพียงเล็กน้อยต่อรายได้ภาคเกษตรที่อ่อนแอ โดยคาดว่ามาตรการช่วยเหลือทางการเงินจากภาครัฐจะช่วย บรรเทาผลกระทบด้านลบ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 1.14 แสน ล้านบาท ผ่าน 1) เงินช่วยเหลือ 1,000 บาท /ไร่วงเงินสูงสุด 10,000 บาท /ครัวเรือน และ 2) โครงการสินเชื่อเพื่อจูงใจให้เกษตรกรชะลอการขายข้าวเปลือก เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา
เช่นเดียวกับบทวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย 52.00 บาท โดย MTC รายงานกำไรสุทธิในไตรมาส 2/68 อยู่ที่ 1.65 พันล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามที่ บล.ยูโอบี และตลาดคาดการณ์ไว้ กำไรสุทธิของบริษัทเพิ่มขึ้น 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 5% จากไตรมาสก่อน
ขณะที่ต้นทุนสินเชื่อของ MTC เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน ขณะที่สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ลดลงจากไตรมาสก่อน ในไตรมาส 2/68 ทั้งนี้ คุณภาพสินทรัพย์ของ MTC ดีขึ้นจากสัดส่วนสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (LLC) ที่เพิ่มขึ้นจาก 138% ในไตรมาส 1/68 เป็น 139% ในไตรมาส 2/68 เมื่อไม่รวมค่าใช้จ่ายสำรอง อย่างไรก็ดี ผลการดำเนินงานก่อนการตั้งสำรองของบริษัทเติบโต 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 5% จากไตรมาสก่อน โดยกำไรสุทธิในช่วงครึ่งปีแรก 2568 คิดเป็น 49% ของประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี 2568 ของ บล.ยูโอบี