สตูดิโอลาบ ลาบรสนัวนครพนม เคล้าดนตรีแผ่นเสียง ร้านอาหารอีสานที่ผสมผสานความร่วมสมัย
ป้ายอักษร ‘ลาบ ลาบ ลาบ’ หน้าร้านแสนสะดุดตา กับความเท่ของชื่อร้าน ‘สตูดิโอลาบ’ที่แปะไว้ตรงกระจกร้าน ยิ่งชวนให้อยากมองสอดส่อง และเดินเข้าไปสำรวจภายใน
สตูดิโอลาบ ตั้งอยู่ในซอยใกล้กับบีทีเอสสถานีเสนานิคม เป็นร้านอาหารอีสาน พร้อมเปิดแผ่นเสียงเพื่อสร้างบรรยากาศ ซึ่งเจ้าของร้านเป็นคนเปิดเพลงเอง บริหารโดย ตั้ม-กฤตวัฒน์ สุริย์, บอล-อดิศักดิ์ กรรเชียง, เม่น-ศิริยศ เรื่องตังญาณ และหรั่ง-เทอดภูมิ สมบูรณ์ แม้ร้านจะดูเท่แบบคนรุ่นใหม่ แต่รสชาติอาหารเป็นอีสานแท้ๆ แบบนครพนมจากฝีมือพ่ออ๊อดกับแม่ติ้ม ที่เคยเปิดร้านอาหารอีสานมานาน ก่อนจะเข้ามาช่วยลูกชายดูแลร้าน
The Momentum ได้คุยกับตั้ม ผู้ริเริ่มไอเดียสตูดิโอลาบถึงแรงบันดาลใจในการเปิดแผ่นเสียงในร้านลาบ รวมทั้งพูดคุยถึงรสนัวของอาหารอีสานแบบนครพนมที่มีเอกลักษณ์ และอาจกลายเป็นรสชาติโปรดของใครหลายคนเมื่อได้ลองชิม
เมื่อลาบกับเพลงเป็นของคู่กัน
เดิมทีสตูดิโอลาบเป็นโปรเจกต์ของตั้มที่คิดไว้นานแล้วว่า อยากทำร้านลาบแล้วเปิดแผ่นเสียง แต่เมื่อประสบกับสถานการณ์โควิด-19 จึงต้องพับแพลนนี้เก็บไว้ จนกระทั่งได้หยิบโปรเจกต์ขึ้นมาปัดฝุ่นแล้วชวนเพื่อนและรุ่นน้องอีก 3 คนมาทำด้วยกัน ช่วยกันออกแบบตกแต่ง ดูแลร้าน และรับหน้าที่เปิดแผ่นเสียงในร้าน เนื่องจากตอนนี้ยังไม่ได้จ้างดีเจอย่างเป็นทางการ
โดยปกติแล้วเรามักเห็นแผ่นเสียงคู่กับบาร์ ร้านเหล้า หรือในเลาจ์ของโรงแรม เมื่อได้เห็นแผ่นเสียงเรียงรายตกแต่งอยู่บนผนังร้านอาหารอีสานจึงดูแปลกตาอยู่ไม่น้อย ตั้มเล่าว่า แผ่นเสียงมีความหลากหลาย ไม่ได้มีแค่เพลงสากล แต่ยังมีเพลงไทยลูกทุ่ง ลูกกรุง หรือกระทั่งเพลงหมอลำก็เคยบันทึกในรูปแบบแผ่นเสียง และลาบกับเพลงก็เป็นของคู่กัน
“คนอีสานเป็นคนที่สนุกสนาน ตั้งแต่เราจำความได้พ่อแม่ก็พาไปดูหมอลำตามงาน สมัยเด็กแค่ไปทุ่งนา นอนที่เถียงนามีหมอนขิด แล้วก็เปิดวิทยุทรานซิสเตอร์ฟังเพลงหมอลำ เรารู้สึกว่ามันอินมาตั้งแต่เด็ก คนอีสานเวลากินลาบก็ฟังเพลง มันก็ทำให้รู้สึกว่าสนุกในการกินลาบมากขึ้น
“ซึ่งตอนแรกเราวางไว้ว่าชื่อสตูดิโอลาบ เพราะอยากทำร้านที่มีแผ่นเสียง เพราะเราชอบ แล้วก็มีรุ่นพี่ที่สะสมแผ่นเสียงเก่าๆ ทั้งเพลงหมอลำ เพลงลูกกรุง ที่ตรงกับยุคเครื่องเล่นแผ่นเสียงเรา มันเหมาะกับแผ่นเสียงเรา และเสียงก็ออกมาได้อรรถรสจริงๆ”
แม้แผ่นเสียงที่เปิดในร้านจะมีเพลงลูกทุ่งหมอลำที่เพื่อสร้างบรรยากาศให้กับการกินลาบ แต่ตั้มบอกว่า เขาไม่จำกัดแนวเพลงในร้านว่าจะต้องเปิดเฉพาะแนวใดแนวหนึ่ง
“เราไม่ได้จำกัดว่าสตูดิโอลาบต้องเปิดเพลงหมอลำเสมอไป เรามองว่าที่นี่ง่ายๆ สบายๆ อยากให้ทุกคนเข้ามาไม่ต้องเกร็ง อยากฟังอะไรก็ฟังได้เลย เพราะตัวเราเองอยากเปิดอะไรก็เปิดให้ลูกค้าได้ฟัง บางทีอาจเปิดหมอลำช่วง 1 ทุ่ม แล้วเปลี่ยนแนวไปเป็นเพลงไทยยุค 70s-80s หรืออาจจะเปิดฮิปฮอปไปเลยก็ได้ ในวันเดียวเปิดได้หลายสไตล์ ถ้าในอนาคตเราจ้างดีเจ ก็คงปล่อยให้เขาเปิดเพลงตามอิสระ ไม่ตีกรอบ เพราะเรามองว่าความอีสานคือความสนุกสนาน อยากฟังอะไรก็ฟังตามสไตล์”
ด้วยความที่เป็นร้านลาบเปิดแผ่นเสียง ลูกค้าบางกลุ่มอาจคาดหวังว่า เมื่อมาที่ร้านนี้จะได้ฟังเพลงจากดีเจชั้นเซียน แต่เมื่อมาถึงแล้วจะพบกับเจ้าของร้านที่เปิดเพลงด้วยตนเองอย่างอิสระ เขาจึงเฉลยคอนเซปต์ของร้านสตูดิโอลาบให้ฟังว่า ความจริงแล้วอยากให้คนที่มาได้ชิมอาหารอีสานอร่อยๆ จากฝีมือพ่อและแม่ของเขามากกว่า
“เรามีคอนเซปต์ว่า แค่คนมากินลาบ ก็คือคำว่า ลาบ ลาบ ลาบ ที่อยู่หน้าร้าน ส่วนแผ่นเสียงคือตัวเพิ่มอรรถรสในการกิน เราอยากให้มากินอาหารรสมือพ่อ รสมือแม่ของเรา ซึ่งเราอยากทำให้เป็นร้านเข้าถึงง่าย แต่อยากทำให้คนมองว่าเป็นร้านลาบที่เท่ เป็นอีสานป็อปปูลาร์ในเมือง อยากให้มองเป็นร้านลาบธรรมดา แต่ทำไมมากินลาบร้านนี้ทำไมรู้สึกเท่จังวะ” ตั้มพูดถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริง
อาหารฝีมือพ่อแม่ อดีตเจ้าของร้านลาบ
สตูดิโอลาบเป็นร้านที่ผสมผสานระหว่างอาหารอีสานรสชาติบ้านเกิดกับความร่วมสมัย เป็นร้านที่ผ่านการพูดคุยและหาตรงกลางระหว่างตั้มกับพ่อแม่ที่เคยเปิดร้านอาหารอีสานมาก่อน
“บ้านเราเป็นคนนครพนม พ่อแม่เคยไปเปิดร้านอาหารชื่อด่านอีสานที่ประจวบฯ พอช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งก็ย้ายกลับไปเปิดที่นครพนม พอถึงตอนที่เรามาเรียนกรุงเทพฯ พ่อแม่ก็ตามมาดูแล เลยเปิดร้านอาหารอีสานที่กรุงเทพฯ อีกร้านหนึ่ง ซึ่งก็เปิดมาเรื่อยๆ จนเราเรียนจบและทำงาน เขาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นเปิดร้านเล็กๆ ในบ้าน
มาตอนนี้ที่เราเปิดสตูดิโอลาบก็ชวนพ่อแม่มาทำ แล้วเรามาหาตรงกลางกัน ระหว่างรสมือพ่อแม่ที่เป็นรสดั้งเดิมกับความเป็นเราในแบบร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น ดนตรี เพลง เฟอร์นิเจอร์ วัฒนธรรม ทั้งหมดมันมามิกซ์แล้วได้ตรงกลางพอดี”
ในวันนี้พ่ออ๊อดกับแม่ติ้ม พ่อแม่ของตั้มรับหน้าที่ในครัว ได้มาทำอาหารในร้านของลูกชาย แต่ฝีมือยังอร่อยเช่นเดิม
“เคยมีลูกค้ามา แต่ไม่ได้มาหาเรานะ เดินเข้ามาหาพ่อแม่เราเลย คือเขาเป็นลูกค้าประจำสมัยก่อน เขาติดใจฝีมือพ่อแม่เรา” ตั้มเล่า
อาหารอีสานในแต่ละจังหวัดมีรสชาติแตกต่างกัน ในร้านเป็นรสชาติแบบนครพนม ซึ่งตั้มเล่าว่าอัตลักษณ์ของอาหารอีสานนครพนมคือ ‘รสนัว’
“นครพนมติดแม่น้ำโขง ประเทศลาว และเวียดนาม ซึ่งวัฒนธรรมอาหารของนครพนมได้รับอิทธิพลจากเวียดนามและลาว อาหารนครพนมจะไม่ได้เปรี้ยวโดดหรือเค็มโดด มันกลายเป็นรสชาตินัว กลมกล่อม ไม่ได้โดดไปทางใดทางหนึ่ง แต่ถ้าอยากได้รสชาติเปรี้ยวนำ เค็มนำ หรือรสชาติแบบไหน ลูกค้าสามารถรีเควสได้เลย”
แม้สตูดิโอลาบไม่ได้แนะนำเมนูไหนอย่างเฉพาะเจาะจง แต่ตั้มบอกว่าอาหารอีสานมีองค์ประกอบ 4 อย่างคือ เมนูลาบ ส้มตำ ของย่าง และของต้ม ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกสั่งได้ตามใจ และเมื่อมาที่ร้านแล้วจะได้กินอาหารด้วยตะเกียบ
“อีสานบางพื้นที่ก็ใช้ตะเกียบกินนะ เลยเอามาใช้ในร้านเพื่อให้ได้บรรยากาศการกินอีกแบบหนึ่ง แต่บ้านเราก็ใช้มือกิน” ตั้มเล่า
นอกเหนือจากประสบการณ์การกินอาหารอีสานรสชาตินครพนมด้วยตะเกียบ เคล้าเสียงเพลงจากแผ่นเสียง ตั้มยังทิ้งท้ายว่า อยากให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์สนุกๆ และมิตรภาพเมื่อมาที่ร้านนี้
“คนที่มากินลาบร้านเรา แค่เขามากินแล้วรู้สึกเอ็นจอยก็พอแล้ว แล้วเราอยากให้ได้มิตรภาพกลับไปในการกินลาบ เป็นมิตรภาพระหว่างลูกค้ากับอาหารของเรา เหมือนที่เราเขียนว่ายินดีที่ไม่รู้จักที่ประตู คือทุกคนไม่มีใครรู้จักกัน แต่เรายินดีที่ไม่รู้จัก แล้ววันหน้าพอคุณมากินลาบ คุณจะได้รู้จักเรา” เจ้าของร้านทิ้งท้าย