โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

3 ทศวรรษของ ซูฉี นักแสดงสาวชาวไต้หวันที่เรารัก

The Momentum

อัพเดต 31 สิงหาคม 2568 เวลา 5.23 น. • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ครั้งที่ 82 นี้ จะเป็นครั้งแรกที่ ซูฉี (Shu Qi) นักแสดงสาวชาวไต้หวัน จะเปิดตัว Girl (2025) ผลงานกำกับเรื่องแรกของเธอ เล่าเรื่องเด็กหญิงคนหนึ่งที่กระเสือกกระสนไปให้พ้นจากชีวิตอันอับเฉาของตัวเอง

สำหรับหลายๆ คน ซูฉีเป็นที่รู้จักในฐานะนักแสดงหญิงแถวหน้าของไต้หวัน และถือเป็นหนึ่งในนักแสดงคู่บุญของ โหว เสี้ยวเสียน (Hou Hsiao-hsien) และข้ามสายมาแสดงหนังฮอลลีวูดด้วยการรับบทนำใน The Transporter (2002) ด้วย

ซูฉีออกเดินทางจากไต้หวันมายังฮ่องกงในวัย 17 ปีเพื่อเสาะหาชีวิตที่ดีกว่า หลังพบว่าแม่พยายามจับเธอแต่งงานแบบคลุมถุงชน “ฉันไม่ใช่เด็กหัวอ่อนนัก แม่พยายามให้ฉันแต่งงานอยู่นั่นแหละ เธอส่งรูปนักบินมาให้ฉันดู บอกให้ฉันลองไปเจอเขาเพื่อพิจารณาเรื่องชีวิตคู่” เธอเล่า “ไม่รู้ว่าทำไมแม่ถึงได้อยากให้ฉันแต่งงานนัก อาจเพราะแม่คิดว่านักบินเป็นอาชีพที่มั่นคง แถมเขาก็เป็นเพื่อนของเพื่อนด้วย แม่เลยคิดว่าเป็นการจับคู่ที่ดีละมั้ง”

ซูฉีไม่ค่อยเล่าเรื่องส่วนตัวของเธอกับสื่อนัก จะมีก็เพียงในปี 2009 ที่เธอเล่าถึงครอบครัวตัวเองอย่างย่นย่อ ตลอดจนความสัมพันธ์ที่ไม่ได้ราบรื่นนักระหว่างเธอกับแม่ “ฉันไม่ใช่เด็กกล้าพูด อันที่จริง กลัวที่จะต้องพูดด้วยซ้ำไป” เธอบอก “อย่างถ้าพี่ชายฉันทำแก้วแตก พ่อแม่จะโทษฉัน แม่ไม่อนุญาตให้ฉันได้แก้ตัวหรืออะไรทั้งสิ้น เพราะสำหรับแม่ แม้ฉันจะไม่ใช่คนทำแก้วแตก แต่ฉันก็ผิดอยู่ดีที่ไม่หยุดยั้งให้พี่ทำแก้วแตก”

เพื่อตอบโต้สิ่งนี้ ซูฉีแค่ออกมาจากบ้านและหางานทำ งานแรกๆ ของซูฉีคืองานถ่ายแบบ ควบคู่กันกับการแสดงในหนังโป๊ที่ไม่รุนแรง (Softcore Pornography) นัก “ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าตัวเองหัวขบถหรืออะไรหรอกนะ ไม่ได้ดื้อชนกับอะไรทั้งนั้น แค่มีวิธีมองโลกในแบบของตัวเองน่ะ” เธอเล่า “ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรเลวร้ายนี่ ตรงกันข้าม มองย้อนกลับไปแล้วฉันในวัย 18 ปีเต็มไปด้วยฝันที่ยิ่งใหญ่ ความเห็นมากมาย อยากลองทำนู่นทำนี่เต็มไปหมด” โดยเธอเล่าถึงการรับบทเป็นหนังแสดงหนังซอฟต์คอร์ว่า “ตอนนั้นฉันยังใสมาก เอเยนต์บอกว่า หนังที่ฉันแสดงมันเป็นศิลปะรูปแบบหนึ่ง อันที่จริงก็เหมือนจะล่อให้ฉันไปแสดงด้วยแหละ

“ฉันเลยบอกตัวเองว่า ‘เอาสิ ตอนแก่ไปจะได้เห็นว่า ตอนยังสาวเราเป็นยังไง’”

Sex and Zen II(1996) คือหนังอีโรติกเรื่องแรกๆ ที่ซูฉีปรากฏตัว หนังทั้งเรื่องก็ตะบี้ตะบันเล่าเรื่องทางเพศโดยไม่ปิดบัง หนังเล่าถึงหญิงสาวนางหนึ่งที่มีพ่อหมกมุ่นกับเรื่องทางเพศ นิยมชมชอบการมีเพศสัมพันธ์มากเสียจนไปหาทางทำให้ตัวเองสำเร็จวิชาจู๋เหล็ก ระดับใช้จู๋ตัวเองเป็นอาวุธได้ (เอ่อ…)

การเห็นพ่อตัวเองไม่ทำงานทำการ เอาแต่ฝึกจู๋และร่วมรักกับสาวมากหน้าหลายตา ทำให้เธอเบื่อหน่าย หาเรื่องออกเดินทางเพื่อไปฝึกวิชาของตัวเอง จนไปตกหลุมรักหนุ่มน้อยคนหนึ่งที่ทำให้เธอเข้าใจโลกของความวาบหวาม (กับการ ‘เอาจู๋ทิ่มจิ๋ม’ แบบไม่ตั้งใจ) เธอจึงกลับบ้านและพบว่า คนในบ้านแต่งงานกับสาวชุดแดงเร่าร้อนนางหนึ่ง ที่ทำให้สมาชิกในครอบครัวของเธอทยอยจากไปอย่างลึกลับ

บทลงเอยของการทำงานในอุตสาหกรรมหนังซอฟต์คอร์ไม่ค่อยสวยนัก ซูฉีเล่าว่า การหวนกลับไปหาครอบครัวในช่วงเทศกาลกลายเป็นเรื่องน่าหนักใจ เมื่อสมาชิกในบ้าน โดยเฉพาะแม่ รับมือกับอาชีพนี้ของเธอไม่ได้ และถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เธอเบนสายไปสู่การแสดงในอุตสาหกรรมภาพยนตร์

กระนั้นหนังลำดับต่อมาของซูฉีก็ยังเป็นหนังอีโรติก หากแต่มันเป็นหนังอีโรติกที่เปลี่ยนเส้นทางการแสดงของเธอไปตลอดกาล

Viva Erotica (1996) หนังจับจ้องไปยังวงการหนังเกรดล่างของฮ่องกง ที่ทุกเรื่องต้องมีฉากสยิวของนักแสดงให้เห็นเป็นระยะเพื่อเรียกคนดู ผู้กำกับหนัง (เลสลี่ จาง) ตกอับจำใจต้องอยู่ในวงการนี้เพื่อหาเลี้ยงชีพ เพื่อจะขอทุนจากเจ้าพ่อท้องถิ่น เขาต้องเขียนบทหนังสุดหวิวกับเงื่อนไขที่ว่าต้องให้แฟนสาวของเจ้าพ่อ (ซูฉี) มารับบทนำ ตลอดทั้งเรื่องจึงดำเนินไปด้วยความขลุกขลัก กระอักกระอ่วน ทั้งของผู้กำกับที่ก็ไม่ได้อยากทำหนังเกรดล่าง ทั้งจากทีมงานที่ก็ไม่ได้มีใจจะสู้เท่าไร และทั้งจากนักแสดงหญิงที่ต้องจำใจมารับบทนำ เพราะแฟนอยากให้เธอเข้าวงการ

อย่างไรก็ดีหนังกลับประสบความสำเร็จมหาศาล เข้าชิงรางวัลหมีทองคำ (Golden Bear) จากเทศกาลหนังเบอร์ลิน ส่งซูฉีคว้ารางวัลสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากเวทีรางวัลภาพยนตร์ฮ่องกง นักวิจารณ์หลายรายลงความเห็นว่า ซูฉีแสดงเป็นเป็นหญิงสาวขี้โมโห เอาแต่ใจ ที่ต้องแสดงในหนังที่เธอไม่แยแสสักนิดได้หมดจด ทั้งจากการเสแสร้งทำเป็นพึงใจเมื่อถูกเล้าโลม (และการส่งเสียงครางแบบหน้าเซ็งๆ) ไปจนถึงการฉายภาพความไร้เดียงสา การเป็นหญิงสาวสามัญที่มีความฝันเป็นของตัวเอง แต่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของแฟนเจ้าพ่อได้อย่างน่าเห็นใจ

ทว่าหนังที่ส่งซูฉีให้กลายเป็นนักแสดงแถวหน้าของไต้หวันจริงๆ คือ Millennium Mambo(2001) อันเป็นการร่วมงานกันครั้งแรกระหว่างเธอกับโหว เสี้ยวเสียน หนังเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ และส่งซูฉีชิงนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเวทีม้าทองคำ อันเป็นเวทีใหญ่ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของไต้หวัน

โดยเธอรับบทเป็น วิกกี หญิงสาวทะเลาะกับแฟนหนุ่มไม่เว้นแต่ละวัน เวลาของเธอล่วงผ่านไปกับการนั่งเหม่อลอยในห้อง ปาร์ตี้ในผับ และพัวพันกับเหล้ายาบางชนิด เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในปีที่โลกกำลังเจ้าสู่สหัสวรรษใหม่ ภายใต้เสียงเล่าเรื่องของเธอเองจากอนาคต ราวกับกำลังพินิจอดีตอันห่างไกลของตัวเองจากที่ไหนสักที่หนึ่ง

สิ่งที่ทำให้ Millennium Mamboถูกพูดถึงอย่างมาก ไม่เพียงแต่งานถ่ายทำของโหวที่แสนจะท้าทาย ไม่ว่าจะการเล่าเหตุการณ์ย้อนในอดีตด้วยเสียงวอยซ์โอเวอร์ การสำรวจความเปลี่ยวเหงาของคนหนุ่มสาวในเมืองใหญ่ รวมทั้งการบันทึกภาพการเปลี่ยนผ่านของช่วงเวลาจากสหัสวรรษหนึ่ง ไปยังอีกสหัสวรรษหนึ่ง ผ่านบทเพลงและแสงไฟนีออนเรื่อเรือง แต่ยังรวมทั้งการฉายภาพความสับสนของผู้คน ในขวบปีที่โลกกำลังเคลื่อนตัวไปสู่สิ่งใหญ่

และที่ขาดไม่ได้เมื่อพูดถึงหนังเรื่องนี้คือ ฉากที่ตัวละครของซูฉีได้รับคำชมเชยจากนักวิจารณ์หนังทั่วโลก ที่สามารถสะท้อนภาพความอ้างว้าง สับสนของหญิงสาวคนหนึ่งได้หมดจด วิ่งไปตามอุโมงค์ที่เรื่อด้วยแสงนีออนสีน้ำเงินเย็นชา กล้องไล่ตามเธอขณะที่เธอหันมายิ้มรับอย่างไร้เดียงสา คล้ายว่าเป็นการอุปมาอุปไมยต่อการวิ่งตรงเข้าสู่ปีใหม่และตัวตนใหม่ของเธอเอง

The Transporter(2002) เป็นหนังทุนสร้างฮอลลีวูด (ร่วมทุนระหว่างสหรัฐอเมริกา-ฝรั่งเศส) เรื่องแรกที่ซูฉีแสดง และเป็นหนังเรื่องแรกอีกเหมือนกันที่ เจสัน สเตแทม ได้รับบทนำ โดยเขารับบทเป็น มาร์ติน คนส่งของที่มีกฎ 3 ข้อคือ ห้ามเปลี่ยนข้อตกลง ไม่ถามชื่อผู้จ้าง และไม่แกะพัสดุเพื่อดูของข้างใน กระทั่งวันหนึ่งเขาได้รับภารกิจให้ขนส่งพัสดุปริศนาชิ้นหนึ่ง แต่พัสดุที่ว่าดันเคาะท้ายรถที่เขาขับ ทำให้มาร์ตินต้องละเมิดกฎข้อสุดท้าย และพบว่าพัสดุชิ้นดังกล่าวคือ ไหล (ซูฉี) สาวสวยที่เขาต้องนำไปส่งที่ไหนสักแห่งตามผู้ว่าจ้างต้องการ

“หนังมันตลกออก” ซูฉีบอก “มีคนส่งบทหนังฮอลลีวูดมาให้ตั้งมากตั้งมาย แต่ฉันว่ามันไม่น่าสนุกน่ะ ที่ผ่านมาก็เคยเล่นหนังที่ตัวเองไม่ชอบ บางเรื่องก็รับแสดงแค่เพื่อยังได้สายสัมพันธ์กับทีมงานด้วยซ้ำ เพราะงั้นเลยไม่อยากทำแบบนั้นอีกแล้ว เพราะมันไม่ยุติธรรมกับฉัน และคนที่ชอบดูหนังของฉันเท่าไร”

ด้วยทุนสร้าง 20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หนังทำรายได้น่าพอใจที่ 43 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หากแต่ก็เป็นที่รู้กันว่า กระบวนการถ่ายทำค่อนข้างลำบาก เนื่องจากซูฉีพูดภาษาอังกฤษไม่คล่องนัก เธอเล่าว่า สื่อสารกับใครในกองถ่ายแทบไม่ได้เลย (เราเหมือนไก่กับเป็ด) ก่อนการถ่ายทำ โปรดิวเซอร์จึงมอบบทหนังทั้งเล่มให้เธอไปท่องเป็นคำกับครูภาษาอังกฤษ

และช่วงที่ถ่ายทำ เธอก็แค่สังเกตอากัปกิริยาของผู้กำกับและทีมงานว่าพอใจกับการแสดงของเธอหรือยัง หรืออยากให้เธอทำอะไรต่อ “พวกเขาแสดงออกชัดนะ ถึงที่สุดคุณเดาจากสีหน้า ท่าทางของผู้กำกับได้ว่า เขาต้องการให้คุณทำอะไร แบบไหนต่อ” เธอว่า

ซูฉีเคยให้สัมภาษณ์ว่า เธอไม่ได้กระตือรือร้นอยากเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มนัก “ฉันไม่ได้มีแรงใจอยากเรียนภาษาเพิ่มนี่นา ถ้าเป็นสักตอนอายุ 18-19 ปีละก็อาจจะพอได้” เธอบอก “ไม่อยากเครียดไปกว่านี้ แค่อยากใช้ชีวิตอย่างที่อยากมากกว่า”

ซูฉีกลับมาร่วมงานกับโหวอีกครั้งในThree Times (2005) ที่หนังแบ่งออกเป็น 3 เรื่องย่อย เล่าถึง 3 ช่วงเวลา ได้แก่ ปี 1966 จับจ้องไปยังช่วงที่ไต้หวันได้รับผลกระทบจากการปฏิวัติวัฒนธรรมของจีนแผ่นดินใหญ่ ทหารหนุ่มน้อยที่บังเอิญเจอหญิงสาวที่โต๊ะพูล ทั้งสองเพียงแต่ทำความรู้จักกันอยู่ไกลๆ ด้วยการมองตา ก่อนจะจากกัน เขาสัญญากับเธอว่าจะเขียนจดหมายมาหาจากกองทัพ

3 เดือนถัดมา ชายหนุ่มกลับมายังโต๊ะพูลอีกครั้ง หากแต่พบว่าหญิงสาวจากไปแล้ว เขาจึงเริ่มออกตามหาเธออย่างมืดบอด ในโมงยามที่ประเทศกำลังสั่นคลอนจากแรงปฏิวัติ

ต่อมาคือปี 1911 อันเป็นช่วงที่ไต้หวันยังตกอยู่ภายใต้การยึดครองของญี่ปุ่น สาวขายบริการผู้ใช้ชีวิตอย่างเจ็บปวด รับฟังนักเขียนหนุ่มจอมขบถ โดยโหวถ่ายทำทั้งเรื่องในลักษณะเหมือนหนังเงียบ จะมีก็เพียงช่วงที่หญิงสาวร้องเพลงขับกล่อมชายหนุ่มเท่านั้นที่เราได้ยินเสียงของเธอ

สุดท้ายคือปี 2005 จับจ้องไปยังความสัมพันธ์ของนักร้องสาวที่มีคนรักอยู่แล้ว กับช่างภาพหนุ่มที่มาถ่ายงาน ก่อนที่ความจะแตกเมื่อคนรักของทั้ง 2 จับได้ ยังผลให้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างเจ็บปวด และแม้ทั้งคู่จะหวนกลับไปใช้ชีวิตกับคนรักของตัวเอง หากแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธแรงดึงดูดระหว่างกันและกันได้

หนังประสบความสำเร็จมหาศาลในปี 2017 และได้รับการจัดอันดับโดยนิตยสาร The New York Times Magazine ให้ติด 1 ในอันดับ 25 หนังดีที่สุดแห่งศตวรรษที่ 21 ด้วย

ในอีก 10 ปีต่อมา ซูฉีกลับมาร่วมงานกับโหวอีกครั้งใน The Assassin(2015) ที่ส่งโหวชิงรางวัลปาล์มทองคำ (Palme d'Or) อีกครั้ง หนังเล่าถึงลูกสาวนายพลที่ถูกลักพาตัวและถูกสอนให้เป็นมือสังหารชั้นยอด เพื่อจัดการกับเหล่าขุนนางชั่วช้า กระทั่งวันหนึ่งเธอทำงานพลาด หญิงสาวจึงถูกส่งตัวกลับมายังบ้านเกิด พร้อมภารกิจสังหารครอบครัวตัวเอง รวมทั้งชายหนุ่มจากอดีตที่เธอผูกพันด้วย

โหวกำกับ The Assassinในท่วงท่าที่ต่างจากหนังแอ็กชันจากตะวันออกทั่วไป กล่าวคือมันแทบไม่มีฉากต่อสู้หรือฉากประลองกำลังภายในกัน สิ่งที่มีคือภาวะสับสนและหม่นเศร้าของตัวละคร ความสับสนระหว่างปัจจุบันขณะกับอดีตซึ่งตัวละครยึดโยงไว้ ทั้งมันยังถูกอ่านในแง่การเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่หนังของโหวจับจ้องเรื่อยมา ระหว่างไต้หวันกับจีนแผ่นดินใหญ่ด้วย

กลับมายัง Girlอันเป็นหนังเรื่องแรกที่ซูฉีกำกับหลังคร่ำหวอดอยู่ในวงการงานแสดงมากว่า 30 ปี ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สวยงามเมื่อหนังเข้าชิงสายประกวดใหญ่อย่างสิงโตทองคำ (Golden Lion) จากเทศกาลหนังเวนิสเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่เพียงออกฉายในวงกว้าง ซึ่งคงจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก The Momentum

สตูดิโอลาบ ลาบรสนัวนครพนม เคล้าดนตรีแผ่นเสียง ร้านอาหารอีสานที่ผสมผสานความร่วมสมัย

13 ชั่วโมงที่ผ่านมา

แฟนมีตติง ‘พัค โบกอม’ ในรอบ 6 ปี เตรียมมา 20 เพลง อิ่มเอมเกือบ 4 ชั่วโมง เก็บความประทับใจจนกว่าจะพบกันใหม่อีกครั้ง

15 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าวและบทความไลฟ์สไตล์อื่น ๆ

รู้หรือไม่? “ชักเย่อ” เคยเป็นกีฬาชิงเหรียญทองใน “โอลิมปิก” เมื่อ 100 กว่าปีก่อน

ศิลปวัฒนธรรม

ทำไม “แมลงสาบ” ถึงมีชีวิตอยู่ได้ในทุกยุคสมัย หน้าตาดั้งเดิมของแมลงสาบเป็นอย่างไร?

ศิลปวัฒนธรรม

รวมสถาปัตย์ "อาร์ต เดกอ" รูปทรงเรขาคณิตแบบยุโรป ซึ่งจอมพล ป. สร้างที่ลพบุรี

ศิลปวัฒนธรรม

“เขื่อนอู่ทอง” อายุ 1,000 ปี สมัยทวารวดี ยาวสุดในบรรดาเขื่อนโบราณของไทย

ศิลปวัฒนธรรม

เจ้าดารารัศมี พระราชชายา ในรัชกาลที่ 5 ทรงมีอีกพระนามว่าอะไร?

ศิลปวัฒนธรรม

รู้หรือไม่? ยุคหนึ่ง “บางรัก” คืออาณาจักรฟาร์มปศุสัตว์พ่อค้าอินเดีย

ศิลปวัฒนธรรม

วัดกระโจม สถานที่คิดการลับ “กรมหมื่นเทพพิพิธ” ก่อกบฏโค่นพระเจ้าเอกทัศน์

ศิลปวัฒนธรรม

“โองการแช่งน้ำ” วรรณกรรมไทยยุคแรก คืออะไร ทำไมต้อง “แช่ง” น้ำ?

ศิลปวัฒนธรรม

ข่าวและบทความยอดนิยม

จากเรื่องเล่า ‘โกหว่า ทุ่งสง’ ที่หม่ำฟัง สู่หนังที่วิศิษฏ์รับกำกับเพราะเมา และตอบคำถาม ทำไมคนคอนต้องมีปืน

The Momentum

เด็ก ผี ปีศาจ เมื่อเด็กในภาพยนตร์กลายเป็น ‘ผู้ล่า’

The Momentum

ผลงาน THACCA ยกระดับ ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ หนุนหนังไทยตีตลาดโลก

The Momentum
ดูเพิ่ม
Loading...
Loading...
Loading...
รีโพสต์ (0)
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...