โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

“โองการแช่งน้ำ” วรรณกรรมไทยยุคแรก คืออะไร ทำไมต้อง “แช่ง” น้ำ?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพประกอบบทความ - สมุดไทย สมุดข่อย

“โองการแช่งน้ำ” เป็นวรรณกรรมภาษาไทยชุดต้น ๆ ของรัฐอโยธยา แสดงแนวคิดทางการเมืองแบบรวบอำนาจรวมศูนย์อย่างชัดเจน โดยอ้างอิงแนวทางพุทธศาสนาลัทธิเถรวาทลังกาวงศ์ ถือเอา “กษัตริย์” เป็นสมมติราช ได้รับการยกย่องเป็นพระเจ้าแผ่นดิน หมายถึงเจ้าของที่ดินทั้งมวลในขัณฑสีมา (รัฐ)

วรรณกรรมนี้มีชื่อเต็มดั้งเดิมว่า โองการแช่งน้ำพระพัทธ์แต่งขึ้นราว ๆ พ.ศ. 1750-1800 คือก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา จิตร ภูมิศักดิ์นิยามว่า เป็นวรรณกรรมประเภทกาพย์กลอนที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่ค้นพบในประเทศไทย เนื้อหาโดยสรุปเล่าถึงไฟบรรลัยกัลป์ที่ทำลายล้างโลก เมื่อโลกถูกสร้างใหม่อีกครั้งด้วยอำนาจเหนือธรรมชาติ คนทั้งหลายจะเลือก “ผู้มีบุญ” คนหนึ่งขึ้นเพื่อยกย่องเป็นราชา เรียก สมมุติราช เจ้าแผ่นดิน ดังโคลงพรรณนาว่า

เลือกผู้เป็น ยิ่งยศ

เป็นราชา อะคร้าว

เรียกนามสมติ -ราช

เจ้าจึ่ง ตั้งท้าวเจ้า แผ่นดิน

สุจิตต์ วงษ์เทศกล่าวไว้ในหนังสือ อำนาจของภาษาและวรรณกรรมไทย(สนพ.นาตาแฮก : 2566) ว่า เนื้อหาในวรรณกรรมได้เผยแนวคิดใหม่ทางการเมือง ณ สมัยนั้น ว่าด้วยที่มาของกษัตริย์เป็นสมมติราชที่เปิดช่องให้สามัญชนผู้มั่งคั่งจากการค้าได้รับการยกย่องว่าสั่งสมบุญจากชาติที่แล้ว จนเป็น “ผู้มีบุญ” เมื่อมีบุญมากจึงได้เป็นกษัตริย์

แนวคิดดังกล่าวยังกล่อมเกลาผู้คนให้มุ่งทำบุญในชาตินี้ เพื่อรอคอยการเสวยสุขสมปรารถนาในชาติหน้า แล้วยอมรับต่อ “ผู้มีบุญ” ในชาตินี้ไว้เหนือหัว

เนื้อหาในโองการแช่งน้ำ

โองการแช่งน้ำเป็นวรรณกรรมภาษาไทยที่แต่งขึ้นเพื่อใช้ใน“พิธีถือน้ำพระพัทธ์” โดยเฉพาะ มีรากฐานจากการดื่ม “น้ำสาบาน” อันเป็นความเชื่อทางศาสนาผี ชนชั้นนำไทยได้ปรับมาใช้ในราชสำนักโดยเพิ่มคติและพิธีพราหมณ์จากอินเดียเพื่อเสริมความศักดิ์สิทธิ์

ต้นแบบของการดื่มน้ำสาบานมี “ผี”เป็นสักขีพยาน พิธีถือน้ำพระพัทธ์จึงต้องมีสักขีพยานด้วย โดยเชิญ “เทวดา”มารับรู้เป็นสักขีพยาน พร้อมเพิ่มรายรูปแบบคือคำประพันธ์และทำนองที่พราหมณ์หลวงต้องอ่านในระหว่างพิธี

ฉันทลักษณ์ของคำประพันธ์ต้องเป็นคำคล้องจอง มี “กลอนร่าย” สำหรับเชิญมหาเทพในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และตอนแช่ง กับ “กลอนลำ” เพื่อพรรณนาบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของโลกและมนุษย์จนถึงสมมติราชา

พราหมณ์หลวงจะอ่านโองการจากกลอนร่าย-กลอนรำข้างต้น ส่วนนี้มีต้นแบบจากพิธีทำขวัญของหมอขวัญ (หมอผี) พื้นเมืองในศาสนาผีที่เก่าแก่ ผสมการสวดของพราหมณ์ (เป็นต้นแบบของพิธีอื่น ๆ ของพราหมณ์สยามจนถึงปัจจุบัน)

เนื้อหาแบ่งออกเป็น 6 ตอน ได้แก่ เริ่มเรื่อง เล่าเรื่อง เชิญ แช่ง อวยพร และถวายพระพร จะเห็นว่ามีเพียงการ “แช่ง” ที่เป็นตอนที่ให้ความรู้สึกเชิงลบ แถมเป็นที่มาของชื่อด้วย

ทำไมต้องแช่ง? ต้องมาไล่เรียงดูเนื้อหาตอนต่าง ๆ ดังนี้

เริ่มเรื่อง เป็นกลอนร่ายสรรเสริญมหาเทพฮินดู ได้แก่ พระวิษณุ (พระนารายณ์) พระอิศวร (พระศิวะ) และพระพรหม (จะเห็นว่าล้วนเป็นเทวดาในศาสนาพราหมณ์) เล่าเรื่อง เป็นกลอนลำที่เล่าตั้งแต่ปฐมกัลป์จนถึงการมีพระราชา เชิญเป็นกลอนลำเชิญผีกับเทวดาอารักษ์มาร่วมเป็นสักขีพยานในการดื่มน้ำสาบาน

“แช่ง” เป็นร่ายที่รวบรวมคำสาปแช่งทั้งหมดเพื่อแช่งคนคิดคดทรยศ หรือเป็นหลักประกันให้ข้าราชการขุนนางทั้งหลายภักดีต่อพระราชา

ถัดมาคืออวยพร เป็นร่ายและโคลงสลับกันเพื่ออวยพรคนซื่อตรงจงรักภักดี และจบด้วย ถวายพระพรคือบทถวายพระพรกษัตริย์

ความหมายจริง ๆ ของชื่อโองการแช่งน้ำจึงเป็น “คำศักดิ์สิทธิ์” ที่สาปแช่งน้ำดื่มในพิธีทำสัตย์สาบานต่อกษัตริย์ แช่งน้ำหมายถึง สาปแช่งน้ำสาบานที่จะดื่มนั่นเอง

พิธีถือน้ำพระพัทธ์ หรือพิธีกระทำสัตย์สาบาน จึงเป็นพิธีกรรมเพิ่มความเข้มแข็งและเข้มข้นในอำนาจของกษัตริย์รัฐจารีต พัฒนาจากระบบอุปถัมภ์หรือระบบเครือญาติที่ต้องเน้นความจงรักภักดี เมื่อชุมชนขยายตัวเป็นรัฐที่มีอำนาจรวมศูนย์ การจะรักษาศูนย์กลางอำนาจให้มั่นคงจึงต้องใช้อำนาจศักดิ์สิทธิ์มาเป็นสักขีพยาน ควบคู่การสาปแช่งให้ผู้คิดจะคิดคดได้เกรงกลัว

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2566). อำนาจของภาษาและวรรณกรรมไทย. กรุงเทพฯ : นาตาแฮก.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 กันยายน 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “โองการแช่งน้ำ” วรรณกรรมไทยยุคแรก คืออะไร ทำไมต้อง “แช่ง” น้ำ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก ศิลปวัฒนธรรม

จริงหรือไม่? "สนามหลวง" เคยเป็น "สนามกอล์ฟ" ของฝรั่งและไฮโซไทย สมัย ร.5

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รู้หรือไม่? “ชักเย่อ” เคยเป็นกีฬาชิงเหรียญทองใน “โอลิมปิก” เมื่อ 100 กว่าปีก่อน

11 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ทำไม “แมลงสาบ” ถึงมีชีวิตอยู่ได้ในทุกยุคสมัย หน้าตาดั้งเดิมของแมลงสาบเป็นอย่างไร?

11 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รวมสถาปัตย์ "อาร์ต เดกอ" รูปทรงเรขาคณิตแบบยุโรป ซึ่งจอมพล ป. สร้างที่ลพบุรี

11 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าวและบทความไลฟ์สไตล์อื่น ๆ

Backstreet Boys ทำรายได้ 129.5 ล้านบาทต่อคืนที่ Sphere ลาสเวกัส

THE STANDARD

"คอแลน" ผลไม้ป่ารสเปรี้ยวอมหวานคล้ายลิ้นจี่ ที่อุดมด้วยประโยชน์

sanook.com

SOCIETY: เสพสุขท่าไหนเบิร์นแคลได้ดีที่สุด?! รู้จัก ‘Sexercise Calculator’ แพลตฟอร์มคำนวณการเผาผลาญแคลอรี จากการมีเพศสัมพันธ์

BrandThink

BE@RBRICK x PlayStation เตรียมวางขายกุมภาพันธ์ปี 2026

THE STANDARD

จริงหรือไม่? "สนามหลวง" เคยเป็น "สนามกอล์ฟ" ของฝรั่งและไฮโซไทย สมัย ร.5

ศิลปวัฒนธรรม

“มึงรู้หรือเปล่าว่ากูลูกใคร” เบื้องหลังจิตวิทยาการ ‘เบ่งอำนาจ’ เมื่อการอ้างอำนาจ สะท้อนความกลัวในใจ

The Momentum

เปลี่ยนฉี่ให้เป็นปุ๋ย ด้วย ‘โซลาร์เซลล์’ ลดต้นทุน แก้ปัญหาน้ำเสีย

กรุงเทพธุรกิจ

‘พระอลงกต วัดพระบาทน้ำพุ และการเสื่อมสลายทางศรัทธาของสังคมไทย’

GM Live

ข่าวและบทความยอดนิยม

เอลี โคเฮน สุดยอดสายลับ “มอสสาด” แห่งอิสราเอล ผู้ล้วงความลับซีเรียนานเกือบ 5 ปี

ศิลปวัฒนธรรม

รู้หรือไม่? “ชักเย่อ” เคยเป็นกีฬาชิงเหรียญทองใน “โอลิมปิก” เมื่อ 100 กว่าปีก่อน

ศิลปวัฒนธรรม

ทำไม “แมลงสาบ” ถึงมีชีวิตอยู่ได้ในทุกยุคสมัย หน้าตาดั้งเดิมของแมลงสาบเป็นอย่างไร?

ศิลปวัฒนธรรม
ดูเพิ่ม
Loading...
Loading...
Loading...
รีโพสต์ (0)
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...