เงินบาทอ่อนค่ากลับมาบางส่วนปลายสัปดาห์ ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน
เงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์สวนทางเงินดอลลาร์ฯ ที่ยังเผชิญแรงขายต่อเนื่อง หลังสัญญาณของประธานเฟดที่ Jackson Hole หนุนความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม FOMC เดือนก.ย. นี้
30 ส.ค. 2568 - ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า เงินบาทยังได้แรงหนุนเพิ่มเติมในช่วงต่อมาสอดคล้องกับสกุลเงินเอเชียอื่น ๆ และราคาทองคำในตลาดโลก (ที่ปรับขึ้นเหนือแนว 3,400 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์อีกครั้ง) เนื่องจาก Sentiment ของเงินดอลลาร์ฯ ถูกกดดันมากขึ้นจากความกังวลเกี่ยวกับประเด็นความเป็นอิสระของเฟด แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งจีดีพีไตรมาส 2 และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ จะออกมาดีกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาดก็ตาม
อย่างไรก็ดี เงินบาทอ่อนค่ากลับมาบางส่วนช่วงปลายสัปดาห์ตามแรงขายสุทธิหุ้นไทยของต่างชาติ หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ น.ส. แพทองธาร สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี
ในวันศุกร์ที่ 29 ส.ค. 2568 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 32.39 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 32.65 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (22 ส.ค.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 25-29 ส.ค. 2568 นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 12,393 ล้านบาท แต่มีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทย 2,625 ล้านบาท (ซื้อสุทธิพันบัตร 3,126 ล้านบาท หักตราสารหนี้หมดอายุ 501 ล้านบาทตามลำดับ
สัปดาห์ระหว่างวันที่ 1-5 ก.ย. 2568 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 31.80-32.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ปัจจัยการเมืองในประเทศ ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือนส.ค. ของไทย ทิศทางฟันด์โฟลว์ของต่างชาติและราคาทองคำในตลาดโลก ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี ISM และ PMI ภาคการผลิตและภาคบริการ ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชน การจ้างงานนนอกภาคเกษตร และอัตราการว่างงานเดือนส.ค. ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนก.ค. รายงาน Beige Book ของเฟด และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนส.ค. ของจีน ญี่ปุ่น ยูโรโซน อังกฤษ และตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือนส.ค. ของยูโรโซนด้วยเช่นกัน
ดัชนีหุ้นไทยดีดตัวขึ้นช่วงสั้น ๆ ต้นสัปดาห์ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ หลังประธานเฟดส่งสัญญาณว่าอาจปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในเร็ว ๆ นี้ ประกอบกับมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากตัวเลขส่งออกเดือนก.ค. ของไทยที่ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยปัจจัยบวกดังกล่าวกระตุ้นแรงซื้อหุ้นหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มไฟแนนซ์ โรงไฟฟ้าและผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงในเวลาต่อมาตามแรงขายจากกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ หลังมีรายงานข่าวว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งปลดผู้ว่าการเฟดท่านหนึ่งพ้นจากตำแหน่ง รวมถึงขู่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากจีนสูงถึง 200% หากจีนจำกัดการส่งออกแม่เหล็กแร่ธาตุหายากไปยังสหรัฐฯ ประกอบกับนักลงทุนยังอยู่ในบรรยากาศระมัดระวังระหว่างรอติดตามประเด็นการเมืองในประเทศ ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยร่วงลงลึกในช่วงท้ายสัปดาห์ หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้น.ส.แพทองธาร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมครม. ทั้งคณะ ส่งผลให้เกิดแรงเทขายหุ้นหลายกลุ่ม นำโดยกลุ่มพลังงาน ค้าปลีกและสื่อสาร
ในวันศุกร์ที่ 29 ส.ค. 2568 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,236.61 จุด ลดลง 1.34% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 46,844.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.96% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 1.04% มาปิดที่ระดับ 248.86 จุด
สัปดาห์ถัดไป (1-5 ก.ย. 68) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,225 และ 1,200 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,245 และ 1,265 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนส.ค. ของไทย ประเด็นการเมืองในประเทศ รวมถึงทิศทางเงินทุนต่างชาติ ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI/ISM ภาคการผลิตและการบริการ ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนของ ADP ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และอัตราการว่างงานเดือนส.ค. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการเดือนส.ค. ของญี่ปุ่น จีน และยูโรโซน ตลอดจนดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนส.ค. (เบื้องต้น) ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนก.ค. และตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/2568 ของยูโรโซน