ตรวจแถว 5 แคนดิเดตนายกฯ จับตาสูตร'พลิกขั้ว'
ชะตากรรมของผู้นำประเทศอย่าง “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี คนที่ 31 ในคดีคลิปเสียงสนทนา “ฮุน เซน” ประธานวุฒิสภา กัมพูชา ดำเนินมาถึงบทสรุปตรงที่
ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้อง(นายกฯ) สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ คือ 1 ก.ค. 2568 เนื่องจากผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง
แน่นออนว่า เมื่อคำวินิจฉัยที่ออกมา “เป็นลบ” ย่อมส่งผลให้คณะรัฐมนตรรี(ครม.) ต้องสิ้นสุดลงทั้งคณะฉากทัศน์ถัดไปก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ของประเทศไทย และเป็นนายกฯ คนที่ 3 ในรอบ 2 ปีนับแต่มีการเลือกตั้งในปี 2566
ไม่ต่างจากโหมดการเมืองที่กำลังจะเข้าสู่“จุดพลิก” ที่สำคัญภายใต้หลากหลายสูตรถูกโยนหินออกมาบนกระดานการเมืองที่กำลังดำเนินอยู่ในเวลานี้
ไล่เลียงรายชื่อ “5 แคนดิเดตนายกฯ” ที่พรรคการเมืองมีสิทธิจะเสนอชื่อหาก “แพทองธาร” พ้นตำแหน่ง ประกอบด้วย ชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย อนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค จากพรรครวมไทยสร้างชาติ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ จากพรรคประชาธิปัตย์
ในส่วนของ “ชัยเกษม” ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยที่เหลืออยู่อีก 1 คน ก่อนหน้านี้ปรากฏตัวต่อสาธารณชน หลายครั้งหลายครา สื่อนัยโชว์ความพร้อมเป็นนายกฯ หากมติศาลรัฐธรรมนูญออกมาเป็นลบ
ไม่ต่างจากท่าทีพรรคเพื่อไทย ที่ยืนกรานว่า ต่อให้ “แพทองธาร” ไม่ได้ไปต่อ นายกฯคนที่ 32 ก็ต้องเป็น “ชัยเกษม” แคนดิเดตลำดับถัดไป ไม่มีทางเป็นอื่น ย่อมเป็นการตอกย้ำถึงเกมดุลอำนาจบนกระดานการเมือง ของพรรคเพื่อไทยที่ไม่ยอมให้อำนาจเปลี่ยนมือโดยง่ายอย่างแน่นอน
อย่าลืมว่า ภายใต้สารพัดปัจจัยที่เกิดขึ้นในเวลานี้ โดยเฉพาะสมการรัฐบาล 10 พรรค 260 เสียงที่กำลังตกอยู่ในสภาวะปริ่มน้ำไม่ต่างจากหลากหลายวาระร้อนที่เป็นอันต้องสะสุดหยุดลง ไม่สามารถเดินหน้าได้โดยสะดวกโยธิน จึงมีการจับตาว่าโอกาสที่รัฐบาลจะอยู่ครบเทอมไปจนถึงปี 2570 อาจมีน้อย
เป็นเช่นนี้ต้องจับตาไปที่“ไพ่ยุบสภาฯ” ซึ่งพรรคเพื่อไทยอาจหยิบมาใช้เพื่อปิดเกม โดยเฉพาะในห้วงที่พรรคกำลังคุมกระทรวงมหาดไทย ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองต่อยอดไปสู่สนามเลือกตั้ง ที่จะเกิดขึ้นภายใต้ 2 สูตรคือ หาก “แพทองธาร” รอด ก็จะเข้าสู่โหมดการเมืองปกติเพื่อเร่งปั๊มผลงานกู้เรตติ้ง
โดยมีการคาดการณ์ว่า การยุบสภาจะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2569
ทว่าหาก “แพทองธาร” ไม่รอด ก็จะเข้าสู่แผนสองคือ ดัน “ชัยเกษม” เป็นนายกฯ ขัดตาทัพเพื่อรักษาดุลอำนาจไม่ให้เปลี่ยนมือ ก่อนชิงจังหวะยุบสภาในเวลาที่เหมาะสมต่อไป
“ชัยเกษม” คำตอบสุดท้ายเพื่อไทย?
จะว่าไปชื่อของ “ชัยเกษม” ที่แม้จะถูกมองว่าเป็ยชอยซ์บังคับพรรคเพื่อไทยหยิบมาใช้หากฉากทัศน์คดีคลิปเสียงออกมาเป็นลบ ทว่าตัวเลือกนี้ยังต้องจับตาว่าจะใช่คำตอบสุดท้ายหรือไม่
อย่าลืมว่า หากย้อนกลับไปในช่วงที่ “เศรษฐา ทวีสิน” ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งจากกรณีแต่งตั้งพิชิต ชื่นบาน เป็นรมต.สำนักนายกฯรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2567
ชื่อของเขาถูกโยนออกมาเป็นชื่อแรก หลังมีข่าว “ทักษิณ ชินวัตร” นายใหญ่เพื่อไทย เรียกแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเข้าหารือที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ในช่วงเย็นวันเดียวกัน
ทว่าในวันรุ่งขึ้นกลับเกิด “เกมพลิก” เมื่อมีสัญญาณจาก “พรรคร่วมรัฐบาล” ตั้งเงื่อนไขไม่สนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ ที่สนับสนุนการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112
ไม่ต่างจากที่ประชุม สส.พรรคเพื่อไทยในวันนั้นที่พลิกเกมด้วยมติเสนอชื่อ “แพทองธาร” เป็นนายกฯ ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎร จะมีมติให้ความเห็นชอบ “แพทองธาร” เป็นนายกฯ คนที่ 31 ในอีก 2 วันถัดมา
ฉะนั้นชื่อของ “ชัยเกษม” นอกเหนือจะต้องลุ้นเกมสภาฯ ภายใต้เสียงพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว ยังอาจต้องไปลุ้น “สัญญาณพิเศษ” ที่อาจเป็นตัวชี้ขาดอีกด้วย
โยนหินชื่อ“พล.อ.ประยุทธ์”
เหนือไปกว่านั้นต้องจับตาท่ามกลางสารพัดสูตรการเมืองที่มีการคาดคะเนในเวลานี้ยังมีชื่อของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ ที่ถูกปล่อยออกมาในฐานะ “ผู้นำจิตวิญญาณ” ในขั้วอนุรักษนิยม
ล้อไปกับกระแส “นิด้าโพล” ยังเคยเปิดเผยผลการสำรวจเมื่อช่วงเดือนก.ค.ที่ผ่านมา คำถามสำคัญอยู่ที่ บุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปตามรายชื่อผู้มีสิทธิเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ต้องพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเผชิญกับปัญหาทางการเมือง
โดยพบว่า อันดับแรกร้อยละ 32.82 ระบุว่าเป็น พล.อ.ประยุทธ์ รองลงมา ร้อยละ 27.94 ระบุว่า ไม่สนับสนุนใครเลย
จริงอยู่แม้จะมีการตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ ที่ขณะนี้กำลังดำรงตำแหน่งองคมนตรี แต่อย่าลืมว่า โดยนิตินัยแล้วจนถึงขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังถือเป็นแคนดิเดตนายกฯพรรครวมไทยสร้างชาติอยู่
เหนือไปกว่านั้นหากอ่านเกมการเมืองเวลานี้เห็นชัดถึง “เกมมวลชน” ระหว่างฝั่งสนับสนุนอดีตนายกฯปลุกกระแสคิดถึง“ลุงตู่” ขณะที่อีกฝั่งเลือกที่จะเดินเกม และกล้าที่จะเปิดหน้าท้าชนโดยเฉพาะการไล่ขุดไปถึงต้นตอของปัญหาชายแดนในสมัยที่พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้บัญชาการทหารบก
เหล่านี้จึงเป็นการตอกย้ำว่า ชื่อของอดีตนายกฯผู้นี้ ยังถูกจัดอันดับ ในฐานะเป็น “บุคคลการเมือง” และเป็นชอยซ์ที่ยังตัดทิ้งไม่ได้เช่นกัน
ถัดมาชื่อของพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ถือเป็น 1 ใน 5 แคนดิเดตนายกฯที่พรรคการเมืองมีสิทธิเสนอชื่อ
หากมองในสภาพความเป็นจริงเวลานี้ต้องยอมรับว่า ในส่วนของ "พีระพันธุ์" เวลานี้กำลังติดบ่วงในคดีต่างๆ ซึ่งอยู่ในระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบและไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) รวม 8 คดี
จริงอยู่แม้เวลานี้ จะยังไม่ได้มีการชี้มูลความผิดในคดีต่างๆ เหล่านี้ ขณะที่ “พีระพันธุ์” ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ แต่หากเทียบกับมาตรฐานในเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ประเด็นนี้ก็ยังถือว่าเป็นปมเสี่ยงที่มองข้ามไม่ได้
เหนือไปกว่านั้น ต้องไม่ลืมสถานการณ์ในพรรครวมไทยสร้างชาติเวลานี้ซึ่งตกอยู่ในสถานะ “พรรคอกแตก” จากการที่สมาชิกแบ่งออกเป็น 2 ขั้วอย่างเห็นได้ชัดทั้งขั้ว “หัวหน้าพี” และ “ขั้วนายทุน” ที่เวลานี้แตกหัก ยากเกินเยียวยา เป็นเช่นนี้ย่อมส่งผลไปถึง โอกาสในการขึ้นแท่นผู้นำประเทศของ“พีระพันธุ์” ที่มีน้อยลงตามไปด้วย
“อนุทิน” ยุทธศาสตร์“มีรู-มีหนู?”
ถัดมาชื่อของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่แม้เวลานี้จะตกอยู่ในสถานะพรรคฝ่ายค้าน
ทว่าท่ามกลางข่าวคราวการพบกันระหว่าง “อนุทิน” และ “สารัชถ์ รัตนาวะดี” รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ในฐานะนายทุนพรรคการเมือง จนถูกโยงไปที่การเตรียมความพร้อมนั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
หรือแม้แต่ข่าวคราวการลงขัน “นักการเมือง” และ “นักธุรกิจ” ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาล ซึ่งมีมูลค่ากว่า 2 พันล้านบาท เพื่อหวังโค่น “แพทองธาร” เพื่อเปิดทางให้มีการเลือก“ตั้งรัฐบาลใหม่” ซึ่งถูกโยงไปที่ “หัวหน้าพรรคสีน้ำเงิน” อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
ล่าสุดยังมีการปล่อยซีนที่"กินข้าวหน้าไก่" ระหว่าง"บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร และ "เสี่ยหนู" อนุทิน ที่ว่ากันว่า หัวหน้าพรรคสีน้ำเงิน พูดคุย "ประมุขบ้านป่าฯ" ขอเสียงช่วยโหวตสนับสนุนให้เป็นนายกฯ พร้อมจัดตั้งรัฐบาลและใช้เวลา 6 เดือน แก้ปัญหาประเทศก่อนยุบสภา
เกมชิงไหวชิงพริบภายใต้การเมืองตามแบบฉบับ “เสี่ยหนู” ที่ว่ากันเดินสายล๊อบบี้อย่างหนัก ตามยุทธศาสตร์ “มีรู..มีหนู” ตามชื่อหนังสืออัตชีวประวัติ ซึ่งมีความหมายว่า “ที่ไหนมีโอกาส ที่นั่นมีอนุทิน”
ฉะนั้นการปรากฎตัวของ"เนวิน ชิดชอบ" ที่พรรคภูมิใจไทย ไม่ต่างจาก "ซุ้มมะขามหวาน" ของสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นการตอดย้ำเกมรุกคืบสีน้ำเงินที่ต้องจับตา
ตามสมการนี้จะประกอบไปด้วยพรรคภูมิใจไทย68เสียง(ทั้งหมด69เสียง อีก1เสียงเตรียมย้ายขั้ว) พลังประชารัฐ17เสียง(ทั้งหมด20เสียง อีก3เสียงเตรียมย้ายขั้ว ) และพรรคประชาชน142 เสียง(ทั้งหมด143เสียง 1เสียงย้ายขั้ว) ที่เคยออกมาระบุว่า จะยอมยกมือสนับสนุน โดยที่ไม่มีเงื่อนไขร่วมรัฐบาล ซึ่งต้องจับตาว่าจะยอมยกมือสนับสนุนหรืออไม่
ส่วนที่เหลือต้องลุ้นที่การเดิมเกมรวบรวมเสียงพรรคร่วมรัฐบาลในปัจจุบันจะเข้าร่วมหรือไม่อย่างไร
สมการนี้มีความเห็นจาก รศ.พรชัย เทพปัญญา นักวิชาการรัฐศาสตร์ วิเคราะห์การพบกันระหว่าง "2หัวหน้าพรรค" เป็น สัญญาณที่ส่งออกมาเห็นชัดว่า "อนุทิน" สู้ ไม่เช่นนั้นคงไม่เข้าพบ พล.อ.ประวิตร ในวันนี้ ที่เป็นวันสุกดิบก่อนที่ศาลจะมีคำวินิจฉัย นี่คือการส่งเทียบเชิญมาร่วมรัฐบาล
“ ทว่าสมการนี้จะมีความง่อนแง่นในรัฐบาลพอสมควร เพราะเป็นเสียงข้างน้อย” รศ.พรชัย ระบุ
ขณะที่ชื่อของ“จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่แม้จะมี สส. 25 คน ตามจำนวนที่รัฐธรรมนูญกำหนด แต่ท่ามกลางความไม่เป็นเอกภาพภายในพรรคสีฟ้า บวกจำนวนเสียง สส.ที่ไม่ได้อยู่ในระดับต่อรอง ย่อมส่งผลไปถึงโอกาสในการขึ้นแท่นผู้นำประเทศที่ย่อมมีน้อยตามไปด้วย
สถานการณ์นี้ อาจเป็นการนับถอยหลัง เพื่อลุ้นกันว่า สมการการเมืองไทยจะถูกเปลี่ยนฉากใหม่ตั้งแต่ตัวผู้นำ พรรคแกนนำ ชนิดล้างกระดานกันใหม่หรือไม่!
พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์