ต่างชาติจับตาศึกเลือกนายกฯ ใหม่ไทย หลัง ‘แพทองธาร’ พ้นเก้าอี้ เพื่อไทยเสียอำนาจ
สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานตรงกันว่า ศาลรัฐธรรมนูญของไทยมีคำวินิจฉัยปลด นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากกรณีละเมิดจริยธรรมร้ายแรง ถือเป็นการสิ้นสุดวาระที่สั้นที่สุดของผู้นำหญิงคนแรกจากตระกูลชินวัตร หลังดำรงตำแหน่งได้เพียงหนึ่งปี และเป็นการตอกย้ำความขัดแย้งทางการเมืองที่ลากยาวมานานกว่าสองทศวรรษ
คำตัดสินของศาลครั้งนี้เกิดขึ้นหลังมีการเผยแพร่คลิปเสียงการสนทนาทางโทรศัพท์กับนายฮุน เซน อดีตผู้นำกัมพูชา ซึ่งศาลชี้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายไม่เหมาะสมและละเมิดจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง แม้แพทองธารจะออกมาขอโทษต่อสาธารณะโดยอ้างว่าเป็นความพยายามเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามชายแดน แต่ท้ายที่สุดก็ไม่อาจรักษาตำแหน่งไว้ได้
กรณีนี้ส่งผลให้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่างลงทันที และตามรัฐธรรมนูญ กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรต้องเร่งประชุมเพื่อโหวตเลือกนายกฯ คนใหม่จากรายชื่อที่ถูกเสนอไว้ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 โดยไม่สามารถเพิ่มชื่อใหม่เข้าไปได้ รายชื่อที่ยังอยู่ในบัญชีประกอบด้วย นายชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมวัย 77 ปีที่ถูกวิจารณ์ด้านสุขภาพนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติและรองนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่ถอนตัวจากรัฐบาลชุดเดิม และชื่อที่ถูกจับตาหนักคือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี แม้ปัจจุบันดำรงตำแหน่งองคมนตรี แต่ก็ยังมีการคาดการณ์ถึงโอกาสหวนคืนสู่เวทีการเมืองได้อีกเพียงสองปีตามข้อจำกัดของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปี 2565
สื่อต่างประเทศยังวิเคราะห์ตรงกันด้วยว่า การหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ครั้งนี้อาจไม่ง่ายเหมือนกรณีของ นายเศรษฐา ทวีสิน ที่ถูกปลดเมื่อปีก่อนและใช้เวลาเพียง 72 ชั่วโมงก็ได้ข้อสรุป แต่วิกฤตรอบนี้ พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก เนื่องจากสูญเสียอำนาจต่อรองและถือครองเสียงสนับสนุนในสภาเพียงบางเฉียบ ทำให้การประสานผลประโยชน์และการจัดตั้งเสียงเสียงข้างมากอาจใช้เวลายืดเยื้อ
การปลดแพทองธารไม่เพียงสั่นสะเทือนพรรคเพื่อไทย หากยังเป็นอีกหนึ่งแรงกระเพื่อมที่ทำให้สมรภูมิการเมืองไทยกลับเข้าสู่ความไม่แน่นอนอีกครั้ง ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำและความไม่พอใจของประชาชนที่รอคอยการปฏิรูป ขณะนี้ทุกสายตาจับจ้องไปที่สภาฯ ว่าจะหาข้อสรุปในการเลือกผู้นำคนใหม่ได้เร็วเพียงใด และตระกูลชินวัตรจะยังคงรักษาฐานอำนาจไว้ได้หรือไม่ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ