โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“พิชัย”ชี้ไทยเก็บภาษีต่ำกว่าศักยภาพ 6 แสนล้าน จับตาต่อแวต 7%หรือไม่

ทันหุ้น

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

#ทันหุ้น ”พิชัย”ชี้ไทยเก็บภาษีต่ำกว่าศักยภาพ 6 แสนล้าน หรือแค่ 15% ของจีดีพี ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านถึง 3% ขณะที่ จับตาแวต 7% จะต่ออายุหรือไม่ หลังครบกำหนดสิ้นเดือนก.ย.นี้

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า รายได้จากภาษีของรัฐบาล ควรต้องเพิ่มขึ้นอีก 6 แสนล้านบาท เนื่องจากรายได้ภาษีของรัฐบาลในปัจจุบันต่ำกว่าประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงกับไทย ขณะที่แนวคิดการปรับเพิ่ม VAT อยู่ในการพิจารณา

ทั้งนี้ นายพิชัย กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนาประจำปีของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังภายใต้หัวข้อ Fiscal Transformation และว่า ปัจจุบันรัฐบาลมีรายได้จากภาษี คิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP เพียง 15% ซึ่งยังต่ำกว่า ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกับไทย ราว 3% หรือเราควรจะต้องมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นอีก6แสนล้านบาท

เขากล่าวอีกว่า อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในปัจจุบัน ได้ปรับลดลงเหลือ 7% จากอัตราตามกฎหมายที่กำหนดไว้ที่ 10% ซึ่งอัตราภาษีที่ 7%นี้ จะหมดอายุในเดือนกันยายนนี้ ในระหว่างนี้ตนกำลังพิจารณาชั่งน้ำหนักว่า ควรจะทำอย่างไร

เขากล่าวว่า เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆแล้ว อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของไทย ต่ำกว่าหลายๆประเทศมากอย่างไรก็ตาม การจะปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังไม่อยู่ในภาวะที่เป็นธรรมชาติ ,ผลกระทบจากมาตรการภาษีทรัมป์ ซึ่งในเบื้องต้นไทยได้รับอัตราที่ 19% เท่ากับประเทศคู่แข่งของไทย ทำให้สินค้าไทยส่งออกไปสหรัฐ ยังสามารถแข่งขันได้

เขากล่าวว่า หากรัฐบาลตัดสินใจปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็คงจะไม่นำรายได้ที่เพิ่มขึ้นไปลดภาระหนี้สาธารณะอย่างเดียว แต่จะนำไปใช้ Re invest ที่จะเกิดผลดีต่อภาคเอกชน และการจ้างงานของประชาชนรายย่อย

เขายังกล่าวอีกว่า รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะขาดการขาดดุลงบประมาณให้เหลือไม่เกิน 3%ของGDP จากปีงบประมาณ 2568 ที่อยู่ที่ 4%เศษ และปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่ 4% ซึ่งหลังจากปีงบประมาณ2569 อีก 1-2 ปีงบประมาณ รัฐบาลจะพยายามทำให้การขาดดุลลดลงไม่เกิน 3% ของGDP

เขากล่าวว่า การลดการขาดดุลงบประมาณ อาจไม่จำเป็นต้องลดรายจ่ายของรัฐบาล แต่อาจมาจากการเพิ่มรายได้ของรัฐบาล ด้วยการนำทรัพยสินของภาครัฐ เช่น ทางด่วน หรือสายส่งไฟฟ้า นำมาทำsecuritization ซึ่งทรัพย์สินในส่วนนี้มีมูลค่ารวมกันราว 2 ล้านล้านบาท ซึ่งจะช่วยเพิ่ม fiscal space ของรัฐบาลได้

นอกจากนี้ การเพิ่มรายได้ของรัฐบาลยังมาจาก การเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งในช่วงก่อนต้มยำกุ้ง อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ที่ 6-10% แต่หลังจากนั้นอัตราการขยายตัวลดลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงโควิด ช่วง 2561 -2566 เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 0.4% ส่วนปี 2567 ขยายตัว 2.5% และในปีนี้ อัตราการขยายตัวอยู่ในระดับ2% โดยคลังคาดว่าจะขยายตัว 2.3% ธปท.คาดว่สจะขยายตัว2.3% และ สภาพัฒน๋ คาดว่าจะขยายตัว 2%

เขากล่าวว่า เราจำเป็นต้องเร่งอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ แนวทางหนึ่งคือ การเร่งการลงทุน ซึ่งก่อนต้มยำกุ้ง การลงทุนของไทยเคยสูงถึง 51%ของGDP แต่หลังวิกฤตต้มยำกุ้งอัตราการลงทุนของไทยอยู่ในระดับ 20% โดยในปี 2567 อยู่ที่ 24% หรือคิดเป็นเม็ดเงินลงทุน 4 ล้านล้านบาท

เขากล่าวว่า การลงทุนของไทยในเบื้องต้น ควรเพิ่มขึ้นเป็น 30%ของGDP หรือเป็นเม็ดเงิน 6 ล้านล้านบาท โดย 1 ล้านล้านบาทมาจาก FDI และอีก 5 ล้านล้านบาท มาจากการลงทุนต่อเนื่องของภาคเอกชนไทย

สาเหตุที่ FDI ของไทย แผ่วลงเพราะโลกได้ปรับเปลี่ยน production platform ตั้งแต่ปี 2544 -2553 แต่ไทยยังผลิตสินค้าแบบเดิม เห็นได้จากสินค้าที่เทรดในตลาดหลักทรัพย์ยังเป็นสินค้าแบบเดิมๆ

เขากล่าวอีกว่า ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศ ที่เป็นปัญหาที่ต่างชาติกังวล คือเรื่องของกรรมสิทธิในที่ดิน หรือระยะเวลาเช่าที่ดินที่ยาวนานพอที่จะ cover การลงทุน ซึ่งรัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดิน แม้ไม่ได้ในกรรมสิทธิ แต่สามารถให้นักลงทุนต่างชาติเช่าที่ดินระยะยาว 99 ปีโดยใช้วิธีให้เอกชนเจ้าของที่ดิน โอนที่ดินเป็นของกรมธนารักษ แล้วสามารถนำไปให้ต่างชาติเช่านาวนาน 99 ปีได้ เมื่อพ้นระยะเวลาเช่าที่ดินนั้นจะตกเป็นของรัฐ

นอกจากนี้ เรื่องความเพียงพอของไฟฟ้า และน้ำก็เป็นประเด็นสำคัญของนักลงทุนต่างชาติด้วย ซึ่งปัจจุบันไทยมีกำลังไฟฟ้าเหลือเกินความต้องการราว 3 หมื่นเมกกะวัตตแต่คาดว่า หากมีต่างชาติเข้ามาลงทุนมาก กำลังไฟส่วนเกินนี้จะหมดลงภายใยเวลา 3 ปี เท่านั้น ซึ่งเราต้องวางแผนการผลิตกำลังไฟฟ้าเพิ่มเติในอนาคต รวมถึงการเพิ่ม green energy ด้วย

หากเราสามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ gdpเป็น 30-35%โอกาสที่gdpจะขยายตัว 4-5% ก็เป็นไปได้นายพิชัย กล่าว

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก ทันหุ้น

ILM ทุ่มงบ 200 ลบ.เปิด"อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาเชียงราย"หนุนรายได้โตตามเป้า

11 นาทีที่แล้ว

มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณ ส่งเสริมเยาวชนไทยที่เรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

18 นาทีที่แล้ว

STA ร่วมโครงการจังหวัดเคลื่อนที่ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ชาวเชียงราย

19 นาทีที่แล้ว

TCAP เมย์แบงก์ คาดกำไรปี 68 ที่ 7.1 พันลบ.โต 7% แนะเล่นรอบ

30 นาทีที่แล้ว

วิดีโอแนะนำ

ข่าวและบทความหุ้น การลงทุนอื่น ๆ

ILM ทุ่มงบ 200 ลบ.เปิด"อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาเชียงราย"หนุนรายได้โตตามเป้า

ทันหุ้น

ILM ทุ่ม 200 ล้านบาท เปิดสาขาเชียงราย ขยายฐานธุรกิจรับเมืองรองดาวรุ่ง

การเงินธนาคาร

ก.ล.ต. เฮียริ่งปรับปรุงเกณฑ์ “กองทุนรวม SRI” เพิ่มความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

การเงินธนาคาร

TCAP เมย์แบงก์ คาดกำไรปี 68 ที่ 7.1 พันลบ.โต 7% แนะเล่นรอบ

ทันหุ้น

InterGOLD เก็งราคาทองไปต่อ แนะทยอยซื้อลงทุนระยะยาว

ทันหุ้น

ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ร่วงหนัก 2.27% รูเปียะห์อ่อนค่า เหตุประท้วงเดือดจาการ์ตา

การเงินธนาคาร

HTCเล็งไตรมาส3ฟอร์มดี สินค้าใหม่-ท่องเที่ยวดัน

ทันหุ้น

ย้อนคำตัดสินศาลฯ ชี้ชะตานายกฯ รอดกี่ครั้ง ?

หุ้นวิชั่น

ข่าวและบทความยอดนิยม

Loading...
Loading...
Loading...
รีโพสต์ (0)
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...