อินเดียโดนภาษีสหรัฐฯ 50% เขย่าเศรษฐกิจโลก รัสเซีย-เอเชียได้โอกาส
การตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียสู่สหรัฐฯ ถึง 50% นับเป็นหนึ่งในมาตรการกีดกันทางการค้าที่รุนแรงที่สุดที่สหรัฐฯ เคยใช้กับประเทศคู่ค้า และได้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจโลก มาตรการนี้เกิดขึ้นเพื่อตอบโต้การที่นิวเดลียังคงซื้อน้ำมันราคาถูกจากรัสเซีย แม้จะถูกกดดันจากวอชิงตันให้ยุติพฤติกรรมดังกล่าว การขึ้นภาษีดังกล่าวครอบคลุมสินค้าหลักที่อินเดียพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ อย่างเข้มข้น อาทิ สิ่งทอ เสื้อผ้า อัญมณีและเครื่องประดับ อาหารทะเล เครื่องหนัง และพรม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีการจ้างงานมหาศาลและพึ่งพาแรงงานทักษะจากธุรกิจขนาดเล็กและผู้ประกอบการท้องถิ่น
ผลกระทบที่ตามมาคือ อินเดียอาจเห็นการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ลดลงจาก 86,500 ล้านดอลลาร์ เหลือเพียงราว 50,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2026 หลายเมืองอุตสาหกรรม เช่น สุรัต (Surat) ที่เป็นศูนย์กลางเจียระไนเพชรโลก รวมถึงผู้ผลิตสิ่งทอในติรูปปูร์ เดลี และสุรัต ต่างเผชิญคำสั่งซื้อลดลงอย่างรวดเร็ว โรงงานหลายแห่งต้องหยุดการผลิต ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานหลายแสนตำแหน่ง เมื่อสินค้าจากอินเดียมีต้นทุนสูงขึ้นจนไม่สามารถแข่งขันได้ ผู้ซื้อสหรัฐฯ จึงหันไปหาประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม บังกลาเทศ ปากีสถาน รวมถึงชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่พร้อมเสียบช่องว่างตลาดแทนอินเดียทันที
แม้อุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่อย่างเภสัชภัณฑ์และสมาร์ทโฟนของอินเดียจะได้รับการยกเว้นจากมาตรการภาษีรอบนี้ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงด้านสาธารณสุขและซัพพลายเชนเทคโนโลยีของสหรัฐฯ แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะลดแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโดยรวม นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าผลกระทบจะฉุด GDP ของอินเดียลงราว 0.9-1% หรือมูลค่าความเสียหายราว 36,000 ล้านดอลลาร์
รัฐบาลอินเดียภายใต้การนำของ นเรนทรา โมดี รีบออกมาตรการแก้เกม ทั้งการกระตุ้นการบริโภคภายใน ลดภาษี ขึ้นเงินเดือนข้าราชการและบำนาญหลายล้านคน พร้อมให้เงินอุดหนุนผู้ส่งออกเพื่อหาตลาดใหม่ในตะวันออกกลางและลาตินอเมริกา รวมถึงเดินหน้าผลักดันนโยบาย “พึ่งพาตนเอง” (Self-Reliance) ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ยุคโควิด-19 ให้เข้มข้นขึ้น การเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐฯ จึงอาจเร่งให้อินเดียเดินหน้ากระจายตลาด ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน
ในอีกด้านหนึ่ง ความสัมพันธ์อินเดีย-รัสเซียกลับยิ่งแนบแน่นขึ้น รัฐบาลนิวเดลีประกาศชัดว่าจะไม่หยุดซื้อน้ำมันรัสเซียที่คิดเป็นกว่า 37% ของการนำเข้าทั้งหมด โดยมองว่าเป็นความจำเป็นเพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน พร้อมทั้งเตรียมต้อนรับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ อินเดียยังเริ่มส่งสัญญาณหันไปสร้างสมดุลใหม่กับจีนและกลุ่ม BRICS ซึ่งอาจเป็นการจัดระเบียบภูมิรัฐศาสตร์ครั้งสำคัญ
ผู้แพ้รายใหญ่ที่สุดจากมาตรการนี้คือภาคผู้ผลิตและแรงงานอินเดีย ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม บังกลาเทศ อินโดนีเซีย ไปจนถึงตุรกีและไทย กลับมีโอกาสได้ส่วนแบ่งตลาดสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในสินค้าเสื้อผ้า อัญมณี และอาหารทะเล หากสามารถรักษาต้นทุนการผลิตให้แข่งขันได้ อย่างไรก็ตาม ประเทศเหล่านี้ รวมถึงไทย ก็ต้องเผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเช่นกัน
สำหรับไทย ผลกระทบมีทั้งบวกและลบ ด้านบวกคือผู้ประกอบการไทยอาจได้โอกาสเจาะตลาดสหรัฐฯ มากขึ้นในบางสินค้าแทนที่อินเดีย เช่น อัญมณี เครื่องประดับ และอาหารทะเล แต่ด้านลบคือ การแข่งกับเวียดนามและบังกลาเทศอาจยิ่งทวีความดุเดือด และหากความตึงเครียดการค้าขยายวงกว้างไปสู่ประเทศอื่น ไทยก็อาจโดนลูกหลงจากมาตรการกีดกันการค้าในอนาคต