ดาวโจนส์ปิดบวก 71.67 จุด หลังรายได้ Nvidia ชี้ความต้องการ AI แกร่ง
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันพฤหัสบดี (28 ส.ค.) โดยดาวโจนส์ และ S&P500 ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากผลประกอบการของบริษัทอินวิเดีย (Nvidia) บ่งชี้ว่าความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงแข็งแกร่ง
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 45,636.90 จุด เพิ่มขึ้น 71.67 จุด หรือ +0.16%,
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,501.86 จุด เพิ่มขึ้น 20.46 จด หรือ +0.32% และ
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 21,705.16 จุด เพิ่มขึ้น 115.02 จุด หรือ +0.53%
อินวิเดียซึ่งเป็นบริษัทผลิตชิปรายใหญ่ของสหรัฐฯ คาดการณ์ว่ารายได้ในไตรมาส 3 ของปีงบการเงิน 2569 จะอยู่ที่ 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เล็กน้อยที่ระดับ 5.31 หมื่นล้านดอลลาร์
แต่บริษัทไม่ได้รวมรายได้จากการขายชิปในจีนเอาไว้ในตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าว เนื่องจากความไม่แน่นอนด้านการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นอินวิเดียปิดตลาดขยับลง 0.8%
ทั้งนี้ นักลงทุนมองว่าการที่อินวิเดียมีรายได้เพิ่มขึ้น 56% ในไตรมาส 2 นั้น ถือเป็นสิ่งยืนยันว่าความต้องการเทคโนโลยี AI ยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นปัจจัยหนุนหุ้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ในตลาดวอลล์สตรีทให้พุ่งสูงขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ นับเป็นไตรมาสที่ 9 ติดต่อกันที่รายได้ของอินวิเดียปรับตัวขึ้นกว่า 50%
โคเลตต์ เครสส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินของอินวิเดียกล่าวในระหว่างการแถลงผลประกอบการว่า บริษัทคาดการณ์ว่าจะมีการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ประมาณ 3 – 4 ล้านล้านดอลลาร์ภายในสิ้นทศวรรษนี้
เจนเซน หวง ซีอีโอของอินวิเดียได้แสดงความเชื่อมั่นว่า กระแสการลงทุนในชิป AI ยังไม่ถึงจุดสิ้นสุด โดยคาดว่าตลาดนี้ยังมีโอกาสเติบโตเป็นมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ภายใน 5 ปีข้างหน้า
ตลาดยังได้แรงหนุนจากข้อมูลที่ช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจ โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 5,000 ราย สู่ระดับ 229,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 231,000 ราย
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 2/2568 โดยระบุว่า GDP ขยายตัว 3.3% สูงกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 ที่ระดับ 3.0% และดีกว่ามากเมื่อเทียบกับการหดตัว 0.5% ในไตรมาส 1/2568 ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 3 ปี
นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในวันนี้ เพื่อประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าดัชนี PCE จะเพิ่มขึ้น 2.6% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากที่ปรับตัวขึ้น 2.6% เช่นกันในเดือนมิ.ย. และคาดว่าดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะขึ้น 2.9% ในเดือนก.ค. หลังจากปรับตัวขึ้น 2.8% ในเดือนมิ.ย.