“สหรัฐ” อัดฉีด Intel 5.7 พันล้านดอลลาร์ หนุนทรัมป์ถือหุ้น 10% คุมธุรกิจชิปยุทธศาสตร์
Intel เผยได้รับเงินทุนก้อนใหญ่จากรัฐบาลสหรัฐ หลังตกลงขายหุ้น 10% ให้ภายใต้การเจรจาของประธานาธิบดีทรัมป์ ขณะที่บริษัทยังเดินหน้าปรับโครงสร้าง
วันที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 02.14 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เดวิด ซินส์เนอร์ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน (CFO) ของ Intel เปิดเผยระหว่างการประชุมนักลงทุนว่า Intel ได้รับเงินสดมูลค่า 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ภายใต้ข้อตกลงที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เจรจาเพื่อแลกกับการเข้าถือหุ้น 10% ในบริษัทชิปที่กำลังประสบปัญหา
ซินส์เนอร์กล่าวว่า การที่รัฐบาลสหรัฐเข้าถือหุ้นในอินเทลนั้นเป็น แรงจูงใจเพื่อให้อินเทลยังคงควบคุมธุรกิจการผลิตชิปตามสัญญา (foundry) ของตนเอง
ตามข้อตกลงดังกล่าว รัฐบาลยังได้เจรจาขอสิทธิซื้อหุ้นเพิ่มอีก 5% (warrant) ในกรณีที่อินเทลถือครองธุรกิจ foundry ต่ำกว่า 51% โดยซินส์เนอร์กล่าวว่า “ผมไม่คิดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เราจะลดการถือครองต่ำกว่า 50% ดังนั้นท้ายที่สุดแล้ว ผมคาดว่าสิทธิซื้อหุ้นดังกล่าวจะหมดอายุโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์”
เมื่อวันพฤหัสบดี โฆษกทำเนียบขาว คาโรไลน์ ลีวิตต์ ระบุว่าข้อตกลงระหว่างอินเทลกับรัฐบาลสหรัฐยังอยู่ระหว่างการดำเนินการโดยกระทรวงพาณิชย์ พร้อมกล่าวว่า “รายละเอียดต่าง ๆ ยังอยู่ระหว่างการจัดทำ เรายังต้องตรวจสอบให้ครบถ้วน และยังอยู่ในขั้นตอนการหารือ” ด้านอินเทลปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม”
ลีวิตต์ย้ำว่า ประธานาธิบดีเป็นผู้เสนอข้อตกลงนี้ และรัฐมนตรีพาณิชย์กำลังดำเนินการเพื่อให้เกิดขึ้นจริง
Intel เพิ่งระดมทุน 2 พันล้านดอลลาร์จากซอฟต์แบงก์กรุ๊ป (SoftBank Group) ผ่านการขายหุ้นเมื่อต้นเดือนนี้ และได้ประกาศแผนลดจำนวนพนักงานลงเหลือ 75,000 คน ภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการของซีอีโอ ลิป-บู ทัน (Lip-Bu Tan) ซึ่งรวมถึงการหาลูกค้ารายใหญ่สำหรับธุรกิจการผลิตชิป และการขายกิจการที่ไม่ได้เป็นหัวใจหลักของบริษัท
อินเทลได้ดำเนินการแยกธุรกิจการผลิตชิป (foundry) ออกจากธุรกิจออกแบบชิป โดย foundry เช่น TSMC ทำหน้าที่ผลิตชิปให้กับบริษัทออกแบบที่ไม่มีโรงงานผลิต เช่น Nvidia และ AMD อินเทลเคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่าอาจเปิดรับการลงทุนจากภายนอกในหน่วยธุรกิจ foundry และได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารแยกต่างหากเพื่อกำกับดูแล
ซินส์เนอร์กล่าวเพิ่มเติมว่า หากอินเทลเปิดรับนักลงทุนภายนอกในธุรกิจ foundry บริษัทจะมีแนวโน้มเลือก นักลงทุนเชิงกลยุทธ์ (strategic investor) มากกว่านักลงทุนทางการเงิน (financial investor) แต่ย้ำว่ายังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะถึงจุดนั้น
ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา อินเทลเปิดเผยว่าความสำเร็จของธุรกิจ foundry จะขึ้นอยู่กับการหาลูกค้ารายใหญ่สำหรับกระบวนการผลิตชิปรุ่นใหม่ที่เรียกว่า 14A หากไม่สำเร็จ บริษัทอาจต้องถอนตัวออกจากธุรกิจนี้โดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ดี ซินส์เนอร์ได้ลดทอนความกังวล โดยระบุว่าการเปิดเผยความเสี่ยงดังกล่าวเป็นเรื่องปกติที่ฝ่ายกฎหมายต้องดำเนินการ
ซินส์เนอร์กล่าวว่า บริษัทมุ่งหวังจะหาลูกค้ารายใหญ่ให้ได้ภายในปีหน้า และยังคงยึดมั่นในวินัยทางการเงิน ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตรุ่นใหม่ โดยย้ำว่าการลงทุนในกระบวนการ 14A เพื่อใช้งานเฉพาะภายในอินเทลเองนั้น มีต้นทุนสูงเกินไป และไม่สามารถให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้นได้
อ้างอิง : www.reuters.com