เอกชนกังวล นายกฯ-ครม.พ้นสภาพ ฉุดเจรจาไทย-สหรัฐ FTA อียูสะดุด สินค้าจีนทะลัก
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย(สรท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” กรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และมีผลทำให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) ต้องพ้นสภาพไปด้วย และคาดว่าหลังจากนี้จะต้องใช้เวลาอีกเป็นเดือนในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และต้องฟอร์มคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อเข้ามาปฏิบัติหน้าที่
ในฐานะภาคเอกชน มีความเป็นห่วง เนื่องจากเมื่อไม่มีรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงในการขับเคลื่อนนโยบายหรือข้อตกลงต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้ทำไว้ หรืออยู่ระหว่างการเจรจากับต่างประเทศ หรือรับปากจะทำอะไร คงต้องหยุดชะงัก เพราะในแง่ของข้าราชการประจำก็คงจะไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายได้ ก็มีความกังวลว่าเศรษฐกิจจะเกิดภาวะชะงักงัน จนกว่าจะมีการเลือกนายกฯคนใหม่ และนายกรัฐมนตรีไปฟอร์มคณะรัฐมนตรี และแต่งตั้งรัฐมนตรีรายกระทรวงลงไปให้ครบ
ขณะเดียวกันมีความเป็นห่วงในเรื่องของความเชื่อมั่นของนักลงทุนในภาคเรียลเซกเตอร์จากต่างประเทศ ส่วนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดทุน (ตลาดหุ้น) ไม่แน่ใจว่ากระทบมากน้อยเพียงใด เนื้องจากบางครั้งเป็นผลกระทบจากกระแสข่าวหรือการเล่นข่าว ซึ่งคงจะมีผลต่อการขึ้น-ลง ของตลาดหุ้นที่จะเกิดไปอีกช่วงหนึ่ง
“ส่วนตัวมีความห่วงในเรื่องของดีลการค้าระหว่างประเทศ ซึ่ง สรท. มีความเป็นห่วงการเจรจาการค้าที่ดำเนินอยู่จะต้องหยุดไปช่วงหนึ่ง และต้องมาว่ากันใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาในรายละเอียดของการเปิดตลาดไทย-สหรัฐ หลังบรรลุข้อตกลงดีลภาษี 19% รวมถึงการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู ที่คงต้องหยุดไปช่วงหนึ่ง แต่ผมหวังว่าทางราชการไทยจะพยายามเชื่อมต่อและก็คุยไปเรื่อย ๆ เพียงแต่ว่ายังไม่มีใครที่จะนำเรื่องเข้า ครม. ได้ในช่วงนี้”
ทั้งนี้โดยหลักการเมื่อรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงไม่อยู่ ข้าราชการประจำจะไม่ค่อยกล้าทำอะไรและห่วงจะเกิดภาวะข้าราชการอาจเกียร์ว่าง เพราะข้าราชการเกรงต้องรับผิดชอบหากทำอะไรผิดพลาด
ส่วนผลกระทบต่อภาคการส่งออก จากที่ไม่มีรัฐมนตรีหรือภาครัฐมาร่วมขับเคลื่อนกับภาคเอกชน นายธนากร กล่าวว่า โดยหลักการคงต้องชะลอลง แต่เนื่องจากการบังคับใช้มาตรการกับสินค้าสวมสิทธิ (transshipment) ยังไม่ทราบว่าทางสหรัฐอเมริกาจะเข้มข้นมากน้อยเพียงใด เพราะทางสหรัฐก็ยังไม่ได้ตั้งหลักว่าจะดูแลจัดการในการตรวจสอบ หรือสุ่มเลือก transshipment อย่างไร จึงต้องติดตามต่อไป
อย่างไรก็ตามส่วนตัวมองว่าอาจจะเป็นไปได้ว่า จะยังมีการทำ transshipment คือนำสินค้าส่งเข้ามาที่ประเทศไทย และส่งผ่าน ซึ่งวิธีการคงต้องดูว่ายอดการนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นหรือยังมีตัวเลขที่ยังสูงอยู่หรือไม่ ซึ่งเมื่อไรที่มียอดการนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้น โอกาสที่จะกลายเป็น transshipment และส่งออกไปใหม่จากประเทศไทยก็มีเช่นกัน
ทั้งนี้ไทยคงไม่ได้มองแค่ยอดการส่งออกที่เพิ่มขึ้น แต่ยังมองถึงการใช้กำลังการผลิตของประเทศไทยเองด้วยว่า มีการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นหรือไม่ เนื่องจากไทยมีการดูในเรื่องของดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมว่าเติบโตขึ้นมาหรือไม่ หากการผลิตไม่เติบโต และลดลง หรือนิ่ง ๆ ไม่มีใครซื้อสินค้าไทย แต่ไทยยังมียอดการส่งออก กรณีนี้อาจจะต้องตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีเหตุการณ์สวมสิทธิ หรือ transshipment ซึ่งจะทำให้ไทยมีโอกาสถูกสหรัฐเก็บภาษีสินค้าสวมสิทธิ 40% เหมือนเวียดนามได้
“เวลานี้การผลิตในไทยเพื่อการส่งออก ในช่วงไตรมาสที่ 3 ควรจะลดลง หรืออาจจะขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีโอกาสจะขยับเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 4 แต่ถ้ามีการสวมสิทธิ ยังเกิดขึ้นอยู่ และไม่มีการควบคุมอย่างจริงจัง และสหรัฐก็ยังไม่ได้เข้มข้นในการตรวจสอบ อันนี้โอกาส ที่ตัวเลขส่งออกยังดูเหมือนมีตัวเลขผ่านเข้าผ่านออก ก็มีโอกาส แต่เมื่อไหร่เขาเข้มขึ้นมาจริง ๆ แล้วตอนนั้นเข้าใจว่าตัวเลขก็จะหายไป”
อย่างไรก็ดีตัวเลขการส่งออกในปีนี้ที่ทาง สรท. ประเมินไว้หากในไตรมาสที่ 3 ไม่ขยายตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และในไตรมาสที่ 4 อาจจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่โดยรวมปี 2568 การส่งออกไทยน่าจะยังขยายตัวเป็นบวกได้