ภาษีสหรัฐชัด ‘หลักชัยเมืองยาง’ไปต่อ ทุ่ม 6 พันล้าน ลุยเฟส 3 ผุดนิคมสีเขียวดึงต่างชาติ
แม้สหรัฐจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 19% แต่ “นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง” มองเป็นโอกาสมากกว่าอุปสรรค ล่าสุดประกาศเดินหน้าขยายเฟส 3 ที่ระยองอีก 2,000 ไร่ ลุยต่อนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะทางยางพาราของประเทศ
นายหลักชัย กิตติพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท ไทรเบคก้า เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากที่มีความชัดเจนในเรื่องภาษีของสหรัฐอเมริกา (Reciprocal Tariffs) ที่จะเรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้นอีก 19% โดยเป็นอัตราภาษีที่ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านย่านอาเซียน เช่น มาเลเซียได้อัตราภาษีที่ 19% อินโดนีเซีย 19% และเวียดนาม 20% เป็นต้น ทำให้อัตราภาษีไม่ได้เปรียบเสียเปรียบกันมากนัก ซึ่งการแข่งขันคงขึ้นกับต้นทุน และราคาเป็นหลัก
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้จากนักลงทุนที่เข้ามาดูพื้นที่ในนิคมฯ ได้ชะลอการตัดสินใจลงทุนเพื่อรออัตราภาษีที่ชัดเจนจากสหรัฐอเมริกาที่เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย และเวลานี้ได้มีความชัดเจนแล้วในเรื่องภาษี คาดว่าจากนี้นักลงทุนต่างชาติที่สนใจจะมาลงทุนในไทยจะได้เข้ามาดูพื้นที่และตัดสินใจลงทุนได้ง่ายขึ้น
ทางนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยฯ ได้มีแผนจะขยายการลงทุนในเฟสที่ 3 ในพื้นที่จังหวัดระยอง พื้นที่รวมประมาณ 2,000 ไร่ และจะใช้งบลงทุนประมาณ 6,000 ล้านบาท หลังจากในเฟสที่ 1 และ 2 พื้นที่รวมประมาณ 4,300 ไร่ ในเฟสที่ 1 ลูกค้าเต็มแล้ว และในเฟสที่ 2 ได้มีลูกค้ามาจับจองและลงทุนแล้วประมาณ 80% ของพื้นที่
“การลงทุนอีกประมาณ 6,000 ล้านบาทในเฟสที่ 3 จะใช้ในการลงทุน ทั้งเป็นค่าที่ดิน ค่าสาธารณูปโภค ค่าพัฒนาเกี่ยวกับศูนย์พาณิชยกรรม และที่อยู่อาศัย โดยสาธารณูปโภค เช่น ถนน ไฟฟ้า ประปา โรงบำบัดนํ้าเสีย และพวกอินเทอร์เน็ตต่าง ๆ ซึ่งเราทำเป็นนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว ก็อาจจะมีการลงทุนมากกว่าปกติ ในส่วนของไฟฟ้าสีเขียวจะมีการลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์จากแผงโซลาร์เซลล์ พลังงานไฟฟ้าจากลม และอาจจะมีพลังงานหมุนเวียนต่าง ๆ เพื่อรองรับลูกค้าตอบโจทย์ความยั่งยืน”
สำหรับเป้าหมายกลุ่มลูกค้าที่จะมาลงทุนในเฟสที่ 3 นี้ จะยังมุ่งเน้นอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากยางพาราของไทย เช่น รถยนต์อีวี รวมถึงชิ้นส่วนและอะไหล่ที่เกี่ยวเนื่อง และในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่สร้างมลภาวะตํ่า โดยกลุ่มลูกค้าที่จะขยายดึงการลงทุนเพิ่มอยู่ในกลุ่มจากอเมริกา และยุโรป จากปัจจุบันลูกค้าของบริษัทจะเป็นนักลงทุนจากจีนสัดส่วนประมาณ 80%
ทั้งนี้คาดว่าการพัฒนาพื้นที่จะแล้วเสร็จและเปิดการขายได้ประมาณกลางปี 2569 และคาดจะได้รับความสนใจจากลูกค้าเพราะอยู่ในพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่รัฐบาลไทยให้การสนับสนุน
นายหลักชัย ในฐานะนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมยางพาราไทย กล่าวอีกว่า ภาษีที่ไทยได้รับจากสหรัฐทำให้ผลิตภัณฑ์ยางที่ผลิตในไทย ทั้งล้อยางรถยนต์ที่ไทยเป็นผู้นำของอาเซียน มีบริษัทล้อยางแบรนด์ดังท็อปเทนของโลกตั้งอยู่ในไทยถึง 8 ราย
นอกจากนี้ยางพาราที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปในอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่าง ๆ ไทยก็เป็นผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลก รวมถึงถุงมือยางที่ไทยเป็นผู้ผลิตส่งออกรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกรองจากมาเลเซีย ไม่เสียเปรียบในการแข่งขัน เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) สูง ไม่มีประเทศใดจะมาสวมสิทธิ์ไทยส่งออกได้
"ดังนั้นนับจากนี้สินค้าที่เกี่ยวเนื่องจากยางพาราที่ผลิตในไทยจะยังคงความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐได้เป็นอย่างดี"
อนึ่ง นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง เป็นนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะทางด้านอุตสาหกรรมยางพาราแห่งแรกของประเทศไทย มีเป้าหมายในการส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางครบวงจร ทั้งยางล้อ ยางรถยนต์ ถุงมือยาง ฯลฯ