คำต่อคำ 'คำวินิจฉัยศาลรธน.' คดีคลิปเสียงฮุนเซน ถอด 'แพทองธาร' พ้นนายกฯ
'ฐานเศรษฐกิจ' ถอดเสียงแบบคำต่อคำที่ "ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ" อ่านคำวินิจฉัยในคดีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้วินิจฉัยสถานะของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ว่าความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงหรือไม่ จากกรณีคลิปเสียงการสนทนาทางโทรศัพท์กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในข้อกล่าวหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมและขาดความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งศาลวินิจฉัยด้วยมติ 6 ต่อ 3 เสียง ตัดสินว่านางสาวแพทองธารขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญทำให้ตำแหน่งรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 และการพ้นจากตำแหน่งนี้ยังส่งผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งด้วย
โดยรายละเอียดแบบคำต่อคำของคำวินิจฉัยระบุว่า
วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญ นัดอ่านคำวินิจฉัยในคดีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 3 ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพททองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 1 (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ ดังนี้
กรณีมีข้อที่ต้องพิจารณาก่อนว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้ได้หรือไม่ เนื่องจากผู้ร้องกล่าวอ้างว่า การกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ และใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 56 มาตรา 50 มาตรา 52 มาตรา 161 มาตรา 164 อนุมาตรา 1 และอนุมาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ภายในราชอาณาจักร และความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ภายนอกราชอาณาจักร และประมวลกฎกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 6 ข้อ 7 และข้อ 8 ประกอบข้อ 27 วรรค 1 และข้อ 11 ข้อ 12 ข้อ 13 ข้อ 15 ข้อ 16 ข้อ 17 ข้อ 19 และข้อ 21 ประกอบข้อ 21 วรรค 2 และประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2564 ข้อ 4 อนุข้อ 4 (1) และ 5 ข้อ 5 ( 1) (2) (3) (4) (5) (6) และ(7) ข้อ 6 (1) (2) (4) และ(5) ข้อ 7 ( 1) (2) (3) (4) และ(5) ข้อ 8 (1) และ( 2) ข้อ 9 (1) และ (4) และข้อ 10 (1) (2) (3) และ( 9) ผู้ถูกร้องไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ผู้ถูกร้องโต้แย้งว่า การกำหนดนโยบายระหว่างประเทศเป็นกิจการของฝ่ายบริหารโดยแท้ และต้องได้รับการตรวจสอบทางการเมืองเท่านั้น แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่เคยมีคำวินิจฉัยที่ชัดเจนในเรื่องนี้ แต่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเคยมีรายงานการศึกษาเรื่องการกระทำทางรัฐบาล กรณีศึกษาเปรียบเทียบอังกฤษ ประเทศไทย สหรัฐ ฝรั่งเศส สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางที่ศาลในต่างประเทศจำกัดอำนาจของตนเองไม่ให้เข้าไปวินิจฉัยการใช้ดุลยพินิจทางการเมือง และปล่อยให้กลไกทางการเมืองทำหน้าที่ตรวจสอบกันเอง โดยเฉพาะในระบบรัฐสภาที่มีการกลไกการตรวจสอบทางการเมืองอยู่แล้ว
พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรค 1 อนุมาตรา 3 บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจอื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 3 ประกอบมาตรา 82 บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเมื่อมีเหตุตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง อนุมาตรา 4 ขาดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 อนุมาตรา 5 กระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 186 หรือมาตรา 187
เมื่อคดีนี้ ผู้ร้องขอให้ศาลวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกร้องที่สนทนากับสมเด็จฮุนเซ็นด้วยถ้อยคำตามที่ปรากฏในคลิปเสียง ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวด้วยเหตุขาดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 อนุมาตรา 4 ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และอนุมาตรา 5 มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติ ตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีจึงเป็นการขอให้ตรวจสอบว่า การดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามที่บัญญัติไปในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่ได้เป็นการขอให้ตรวจสอบการใช้ดุลยพินิจ กำหนดนโยบายระหว่างประเทศ ซึ่งจะไม่ถูกตรวจสอบการใช้อำนาจโดยองค์กรศาล และตกอยู่ในความควบคุมทางการเมืองโดยองค์กรและขบวนการทางการเมือง
นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจจำกัดเฉพาะการพิจารณาวินิจฉัยคดีรัฐธรรมนูญตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เท่านั้น ไม่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องในส่วนที่ว่า ผู้ถูกร้องกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาอันเป็นคดีอาญาแต่อย่างใด
ดังนั้น คดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยได้เฉพาะในส่วนที่ว่า ผู้ถูกร้องมีเหตุตามเรื่องมาตรา 160 อนุมาตรา 4 และอนุมาตรา 5 อันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 3 ประกอบมาตรา 72 หรือไม่เท่านั้น
ข้อที่ต้องพิจารณาประการต่อไปมีว่า ศาลรัฐธรรมนูญรับฟังเสียง คลิปเสียงตามความร้องเป็นพยานหลักฐานในคดีที่ได้หรือไม่ เนื่องจากผู้ถูกร้องโต้แย้งว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการบันทึกเสียง หรือนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยปราศจากความยินยอมของคู่สนทนา อีกทั้งยังเป็นบทสนทนาในภาษาต่างประเทศซึ่งยังไม่ได้มีการแปลหรือรับรองความถูกต้อง
พิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 27 วรรค 1 บัญญัติว่า การพิจารณาคดีให้ใช้ระบบไต่สวน โดยให้ศาลมีอำนาจค้นหาความจริง ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ และในการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริง ให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานได้ทุกประเภท เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติห้ามรับฟังไว้โดยเฉพาะ ไม่ว่าการไต่สวนพยานหลักฐานนั้นจะมีข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากขั้นตอน วิธีการ หรือกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ถ้าศาลได้ให้โอกาสแก่คู่กรณีในการนำสืบพยานหลักฐานหักล้างแล้ว ก็ให้ศาลรับฟังได้
ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในคดีนั้น บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์มุ่งหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถรับฟังพยานหลักฐานได้อย่างกว้างขวาง เพื่อให้ได้จริงที่ถูกต้องตรงความจริงที่เกิดขึ้นในคดีรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผลกระทบต่อประโยชน์ของมหาชน และเป็นบทบัญญัติที่สอดคล้องกับหลักวิธีพิจารณาในระบบไต่สวน ที่ต้องการได้ให้ศาลมีบทบาทในการค้นหาความจริงเพื่อให้สามารถอำนวยความยุติธรรมได้อย่างแท้จริง
คดีนี้นอกจากจะมีคลิปเสียงสนทนาระหว่างผู้ถูกร้องกับสมเด็จฮุน เซน แล้ว ยังมีคลิปภาพและเสียงที่ผู้ถูกร้องแถลงข่าวชี้แจงต่อสื่อมวลชน ปรากฏถ้อยคำของผู้ถูกร้องด้วยว่า “เป็นคลิปจริงที่คุยกันเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เมื่อผู้นำ 2 ท่าน คุยกันเป็นการส่วนตัว แต่มีการอัดคลิปและปล่อยออกมาแบบนี้ แน่นอนว่าดิฉันไม่ได้ปล่อยก็ตามนั้นค่ะ”
ประกอบกับการไต่สวนพยานหลักฐานของศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ถูกร้องก็รับว่าได้กล่าวถ้อยคำตามที่ปรากฏในคลิปจริง แม้ผู้ถูกร้องจะโต้แย้งว่าเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามรับฟังไว้โดยเฉพาะ และผู้ถูกร้องไม่ได้ปฏิเสธว่าเป็นการพูดโดยถูกจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยไม่ชอบประการอื่นใด อีกทั้งคลิปเสียงดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานสำคัญซึ่งจะพิสูจน์ได้ว่าผู้ถูกร้องกระทำการตามที่ถูกร้องหรือไม่ การรับฟังคลิปเสียงนี้เป็นพยานหลักฐานจึงเป็นไปเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตามความจริงที่เกิดขึ้นในคดีอันจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากการกระทบต่อมาตรฐานของระบบศาลยุติธรรมทางรัฐธรรมนูญ หรือสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน
อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญได้ให้โอกาสผู้ถูกร้องในการนำสืบพยานหลักฐานหักล้างแล้ว และผู้ถูกร้องไม่ได้โต้แย้งข้อความในคลิปสนทนาว่าส่วนใดไม่ถูกต้อง จึงรับฟังได้ว่าผู้ถูกร้องได้กล่าวถ้อยคำตามที่ปรากฏในคลิป มีข้อความที่ปรากฏในคำร้องจริง
นอกจากนี้ บทสนทนาที่เป็นประเด็นตามข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องในคดีนี้คือถ้อยคำของผู้ถูกร้องที่กล่าวเป็นภาษาไทย จึงไม่ใช่กรณีตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 ข้อ 19 วรรค 1 ซึ่งใช้กับพยานหลักเอกสาร หรือพยานหลักฐานอื่นของคู่กรณีที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นภาษาต่างประเทศ ที่คู่กรณีต้องจัดทำคำแปลทั้งฉบับ หรือเฉพาะแต่ส่วนที่เป็นสาระสำคัญพร้อมทั้งรับรองคำแปลว่าถูกต้องยื่นต่อศาลแต่อย่างใด
ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงรับฟังคลิปเสียงที่เป็นพยานหลักฐานได้ สำหรับประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 1 อนุ 4 ประกอบมาตรา 160 อนุ 4 และอนุมาตรา 5 หรือไม่นั้น พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 160 และมาตรา 170 เป็นบทบัญญัติในหมวด 8 คณะรัฐมนตรี มาตรา 160 บัญญัติว่า รัฐมนตรีต้องอนุมาตรา 4 มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ อนุมาตรา 5 ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติ ตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และมาตรา 71 บัญญัติว่า ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเมื่ออนุมาตรา 4 ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160
บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่จะกำหนดบทบัญญัติว่าด้วยจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน เนื่องจากรัฐมนตรีเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของรัฐหรืออำนาจทางการเมือง ซึ่งมีผลกระทบอย่างกว้างขวางทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และชีวิตของปัจเจกชน ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจึงต้องได้รับความไว้วางใจอย่างสูงจากประชาชน และในฐานะที่เป็นบุคคลสาธารณะจึงต้องถูกตรวจสอบทั้งในเรื่องส่วนตัวและความประพฤติในการปฏิบัติหน้าที่ทุกแง่มุมตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งด้วย
รัฐธรรมนูญยังปรากฏเจตนารมณ์ตามคำปรารภว่ามีการวางกลไกป้องกัน ตรวจสอบ และขจัด การทุจริต และประพฤติมิชอบเข้มงวดเด็ดขาด เพื่อมิให้ผู้บริหารที่ปราศจากคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล เข้ามามีอำนาจในการปกครองบ้านเมือง หรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ จึงบัญญัติคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จำนงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ในลักษณะที่มีความเข้มงวดมากกว่าบุคคลที่จะได้รับสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 ซึ่งต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า โดยเพิ่มเติมทั้งในส่วนที่กำหนดให้ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติ ตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 อนุมาตรา 4 และอนุมาตรา 5
รวมทั้งต้องไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุกแม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท และต้องไม่เป็นผู้เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุตามการเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 186 หรือมาตรา 187 มาแล้วยังไม่ถึง 2 ปีนับตั้งแต่ นับถึงวันแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 อนุมาตรา 7 และมาตรา 8 ด้วย
คำปรารภและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวชี้ให้เห็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้บุคคลที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติสูงกว่าบุคคลที่จะมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเพื่อเป็นการวางมาตรฐานหรือยกระดับคุณสมบัติของรัฐมนตรีให้สูงขึ้น เนื่องจากรัฐมนตรีที่เป็นส่วนประกอบของคณะรัฐมนตรีซึ่งมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 158 วรรค 1
ด้วยเหตุที่จริยธรรมเป็นข้อประพฤติปฏิบัติ หลักเกณฑ์ หรือมาตรฐานความประพฤติในสิ่งที่ถูกต้องดีงามชอบธรรม และเป็นที่ยอมรับในสังคม และเป็นเรื่องของสิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำ ซึ่งเป็นสำนึกความรับผิดชอบของบุคคลแต่ละคนที่อยู่ในบทบาท ฐานะ หรือตำแหน่งต่างๆ จะยึดถือปฏิบัติ รัฐธรรมนูญ มาตรา 160 อนุมาตรา 4 และอนุมาตรา 5 จึงกำหนดกรอบจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้ว่า ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง
คำว่ามีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 อนุมาตรา 4 นั้น คำว่าซื่อสัตย์หมายความว่า ประพฤติตรง และจริงใจ ไม่คิดคดทรยศ ไม่คดโกง และไม่หลอกลวง ส่วนคำว่าสุจริตหมายความว่า ความประพฤติชอบโดยความซื่อสัตย์สุจริต นี้เป็นคุณธรรมสำคัญขั้นพื้นฐานของบุคคลทั่วไป และเป็นส่วนหนึ่งของการยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม
ด้วยเหตุนี้รัฐมนตรีจึงต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น ทั้งต้องแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนด้วยว่าตนปฏิบัติเช่นนั้นอย่างเคร่งครัดครบถ้วน เพื่อให้เกิดความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งอันจะนำมา ซึ่งความไว้วางใจของประชาชน โดยมาตรา 160 อนุมาตรา 4 นี้เป็นความซื่อสัตย์สุจริตในภาพรวมทั่วไปของบุคคลที่ปรากฏต่อสังคม
ส่วนกรณีที่ต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 อนุมาตรา 5 นั้น เป็นกรณีเฉพาะเจาะจงที่กำหนดไว้ในมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 วรรค 1 บัญญัติว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้น โดยใช้บังคับแก่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้
ทั้งนี้ มาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าวต้องครอบคลุมถึงการรักษาเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ และต้องระบุให้ชัดเจนด้วยว่าการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมใดมีลักษณะร้ายแรง วรรค 2 บัญญัติว่า ในการจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรค 1 ให้รับฟังความคิดเห็นของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีประกอบด้วย และเมื่อประกาศใช้บังคับแล้ว ให้ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีด้วย แต่ไม่ห้ามสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะรัฐมนตรีที่จะกำหนดจริยธรรมเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ของตน แต่ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง และให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ให้รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 3 วรรค 2 กำหนดว่า มาตรฐานทางจริยธรรมนี้ให้ใช้แก่คณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 219 วรรค 2 ด้วย
โดยหมวด 1 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ ข้อ 6 กำหนดว่า ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขต และเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อ 7 กำหนดว่า ต้องถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน
ข้อ 8 กำหนดว่า ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติการที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
สำหรับหมวด 2 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก ข้อ 11 กำหนดว่า ไม่กระทำการอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ข้อ 12 กำหนดว่า ยึดมั่นในหลักนิติธรรม และประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน ข้อ 13 กำหนดว่า ประพฤติปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม เป็นอิสระ เป็นกลาง และปราศจากอคติ โดยไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพลกระแสสังคม หรือแรงกดดันอันไม่ใช่กฎหมายถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ทั้งนี้ตามความเหมาะสมแห่งสถานภาพ ข้อ 15 กำหนดว่า ให้ข้อมูลข่าวสารตามข้อตามข้อเท็จจริงแก่ประชาชนหรือสื่อมวลชนอันอยู่ในความรับผิดชอบของตนถูกต้องครบถ้วนและไม่บิดเบือน
ข้อ 16 กำหนดว่า ไม่ให้คำปรึกษาแก่บุคคลภายนอก หรือแสดงความคิดเห็นหรือข้อมูลต่อสื่อสาธารณะหรือสาธารณชนในเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาอันอาจก่อให้เกิดความเสียหาย หรือเสียความเป็นธรรมแก่การปฏิบัติหน้าที่ เว้นแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของขององค์กร
ข้อ 17 กำหนดว่า ไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง
ข้อ 19 กำหนดว่า ไม่คบหาสมาคมกับคู่กรณี ผู้ประพฤติผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีความประพฤติหรือผู้มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสีย อันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ หมวด 3 จริยธรรมทั่วไป
ข้อ 21 กำหนดว่า ปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างเต็มกำลังความสามารถ และยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม
หมวด 4 การฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ 27 วรรค 1 กำหนดว่า การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด 1 ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง วรรค 2 กำหนดว่า การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด 2 และหมวด 3 จะถือว่ามีลักษณะร้ายแรงหรือไม่ ให้พิจารณาถึงพฤติกรรมและการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ เจตนา และความร้ายแรงของความเสียหายที่จะเกิดจากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัตินั้น
ประเด็นว่าผู้ถูกร้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 อนุมาตรา 4 หรือไม่นั้น พิจารณาแล้วเห็นว่า บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 อนุมาตรา 4 ได้วางหลักการไว้ชัดเจนว่าผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้องเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หลักการนี้มิใช่เพียงการร้องเรียกร้องให้ผู้ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมีคุณธรรมตามความเห็นของตนเองเท่านั้น
หากแต่ยังหมายความว่าผู้ดำรงตำแหน่งต้องสามารถแสดงออกถึงความสุจริตอย่างเปิดเผย โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณะ โดยมีลักษณะเป็นที่ประจักษ์อันบ่งบอกว่าต้องมีการรับรู้และปรากฏชัดเจนในสังคม โดยใช้หลักการตีความจากพฤติกรรมว่ามีข้อเท็จจริงที่มีน้ำหนักชัดเจนเพียงพอที่จะบ่งชี้ถึงเจตนาไม่สุจริต หรือพฤติการบิดเบือนผลประโยชน์ของชาติหรือไม่
ดังนั้นในการพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ต้องพิจารณาในบริบทของความได้สัดส่วนและความจำเป็นในการป้องกันมิให้ผู้ที่มีความประพฤติเสื่อมเสียเข้ามาใช้อำนาจในกิจการของรัฐ แม้พฤติกรรมความซื่อสัตย์สุจริตจะเป็นคุณธรรมจะเป็นหลักคุณธรรมพื้นฐานที่บุคคลทั่วไปพึงยึดมั่นไม่ว่าบุคคลนั้นจะอยู่ในสถานะในสังคมระดับใด เมื่อยิ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งที่ใช้อำนาจสาธารณะยิ่งเป็นคุณธรรมที่สังคมเรียกร้องให้ต้องยึดถือ แต่เนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งที่ใช้อำนาจรัฐอยู่ภายใต้ลักษณะเฉพาะของภารกิจหน้าที่ที่แตกต่างกัน การตีความกฎหมายจะอาศัยอำนาจเพียงถ้อยคำที่เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้นย่อมไม่เหมาะสม
แต่ต้องพิจารณาประกอบกับบริบทอันเป็นปกติของการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนั้นอีกด้วย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าขณะที่ผู้ถูกร้องกำลังเจรจากับสมเด็จฮุน เซน สถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชามีความตึงเครียดอย่างสูง โดยแม้จะมีช่องทางการพิจารณาอย่างเป็นทางการผ่านการประชุม JBC ร่วมกันเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2568 แล้วก็ตาม
แต่สมเด็จฮุน เซน กลับแถลงจุดยืนกดดันให้ประเทศไทยเปิดด่านผ่านแดนทั้งหมด รวมทั้งตอบโต้ในการห้ามนำสินค้าน้ำมัน หรือเรียกแรงงานกัมพูชากลับจากประเทศไทย โดยจุดยืนดังกล่าวไม่สอดคล้อง ไม่สอดคล้องกับผลการประชุม JBC ซึ่งได้มีการตกลงกันไว้ เมื่อผู้ถูกร้องมีโอกาสใช้ช่องทางการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการ ผู้ถูกร้องจึงเจรจากับสมเด็จฮุนเซน
พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกร้องตอบรับข้อเสนอหรือความต้องการใดของสมเด็จฮุนเซน อีกทั้งการเจรจาดังกล่าวไม่ได้ก่อให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงต่อสถานการณ์ดำรงตำแหน่งของแม่ทัพภาค 2 รวมทั้งไม่มีผลต่อการเปิดหรือปิดด่านตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกร้องมิได้ยินยอมตามข้อเสนออันเป็นการรักษาดุลแห่งผลประโยชน์แห่งชาติ การจะถือว่าเป็นการไม่ซื่อสัตย์สุจริตจึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ
ดังนั้น เมื่อผู้ถูกร้องยังคงมีเจตนายึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง เพื่อป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง หรือเกิดเหตุการณ์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อเอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย และความมั่นคงบริเวณแนวชายแดนไทยกัมพูชา มิได้ยอมรับตามข้อเสนออันเป็นการบั่นทอนทำลายผลประโยชน์ของประเทศชาติ
การเจรจาของผู้ถูกร้องดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความไม่นิ่งเฉยถึงปัญหา และเป็นการพยายามดำเนินการเพื่อช่วยธำรงรักษาผลประโยชน์ของชาติ และมีเจตนาที่จะรักษาความสงบสุขของประชาชนในประเทศ ซึ่งเป็นหน้าที่ประการหนึ่งของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพึงกระทำ การกระทำของผู้ถูกร้องยังไม่มีลักษณะเป็นผู้ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
ส่วนประเด็นว่าผู้ถูกร้องมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 อนุมาตรา 5 หรือไม่นั้น
พิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหาร มีฐานะเป็นหัวหน้ารัฐบาล ผู้ถูกร้องจึงเปรียบเสมือนบุคคลที่มี 2 สถานะตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่ง สถานะหนึ่งในสถานะประชาชนที่มีเสรีภาพในการกระทำภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ส่วนอีกสถานะหนึ่งในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องถูกจำกัดเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความมั่นคงของประเทศ รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารมีหน้าที่ดูแลรักษาผลประโยชน์ของประเทศเหนือประโยชน์ส่วนตน การบริหารราชการแผ่นดินไม่ใช่การบริหารราชการส่วนตัว
ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารและตัวแทนของประเทศไทยในการติดต่อกับนานาประเทศ มีหน้าที่และอำนาจกำหนดนโยบายการบริหารประเทศ และมีหน้าที่ปกป้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศ อธิปไตยเหนือดินแดน รวมทั้งปกป้องศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของประเทศ นายกรัฐมนตรีจึงเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจและบริหารงานเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน
ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องสนทนากับสมเด็จฮุนเซน ในเรื่องเกี่ยวกับการเปิดปิดด่านบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุปะทะบริเวณช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี การสนทนาดังกล่าวแม้จะกระทำในช่วงเวลาส่วนตัวของผู้ถูกร้องและผู้ถูกร้องเรียกว่าเป็นการเจรจาแบบส่วนตัวก็ตาม แต่เนื้อหาของการสนทนามีสาระสำคัญเกี่ยวกับการขอเปิดด่านบริเวณชายแดนไทยกัมพูชาอันเป็นความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่การสนทนาในเรื่องส่วนตัวทั่วไประหว่างผู้ถูกร้องกับสมเด็จฮุนเซน กรณีจึงไม่ใช่การกระทำส่วนตัวในฐานะประชาชน หากแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งผู้ถูกร้องต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงด้วย
เมื่อพิจารณาถ้อยคำที่ผู้ถูกร้องใช้ในการสนทนาประกอบกับบริบทการสนทนาตามคลิปเสียงทั้งหมดแล้ว ในส่วนที่กล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 พลโทบุญสิน พาดกลาง ซึ่งผู้ถูกร้องชี้แจงและเบิกความว่าเป็น การใช้เทคนิคการเจรจาแบ่งแยกปัญหาออกจากตัวบุคคล เพื่อแยกบทบาทฝ่ายบริหารออกจากฝ่ายความมั่นคง โดยมุ่งหมายจะลดความตึงเครียดระหว่างกันนั้น
เห็นว่าผู้ถูกร้องกล่าวถึงตนเองกับสมเด็จฮุนเซนรวมกันเป็นฝั่งหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า "เรา" และกล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้ถูกร้องว่าเป็น "คนของฝั่งตรงข้ามกับเรา" รวมทั้งตำหนิแม่ทัพภาค 2 ว่าพูดในสิ่งที่ "ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ" พฤติการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า มีการแบ่งข้างเชิงความคิดด้านความมั่นคงของประเทศ เกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา และเกิดความไม่เป็นเอกภาพระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ
ถ้อยคำที่ผู้ถูกร้องกล่าววิญญูชนย่อมเข้าใจได้ว่าเป็นการแสดงถึงความอ่อนแอทางการเมืองภายในประเทศให้กัมพูชาซึ่งเป็นประเทศคู่ขัดแย้งทราบ และหากถูกเผยแพร่ออกไปถึงกัมพูชา จะเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายกัมพูชานำข้อมูลดังกล่าวมาใช้แทรกแซงกิจการภายในของประเทศได้
สำหรับการเจรจาเกี่ยวกับการเปิดด่านชายแดนไทยกัมพูชา ซึ่งผู้ถูกร้องชี้แจงว่ากระทรวงการต่างประเทศไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการเจรจาทางการทูต สำหรับวิธีการที่ไม่เป็นทางการในลักษณะสายตรงระหว่างผู้นำ หรือสายด่วนผู้นำ และผู้ถูกร้องไม่มีเจตนาที่จะดำเนินการตามเงื่อนไขที่เสนอมาทุกกรณี เนื่องจากต้องนำไปพูดคุยกับฝ่ายความมั่นคงเพื่อร่วมกันพิจารณาและตัดสินใจก่อน และเป็นเพียงเจตนาที่ต้องการให้คู่เจรจาได้เสนอเงื่อนไข หรือความต้องการปรากฏ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการเจรจาเชิงผลประโยชน์ โดยการใช้เทคนิคสำคัญคือการตั้งคำถามเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริงในลักษณะไม่โจมตีสิทธิ์ยืนของคู่เจรจา แต่มุ่งทำความเข้าใจความต้องการที่อยู่เบื้องหลังมากขึ้น เพื่อจะได้นำมาพิจารณาเจรจาต่อรองเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การเจรจาอย่างเป็นทางการต่อไปนั้น
พิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ถูกร้องทราบดีอยู่แล้วดังคำชี้แจงของผู้ถูกร้องเองที่ว่า สมเด็จฮุนเซนไม่ได้อยู่ในสถานะหรือดำรงตำแหน่งผู้นำของรัฐบาลกัมพูชาที่จะสามารถกระทำการอันก่อให้เกิดผลผูกพันทางนิติสัมพันธ์ระหว่างรัฐได้ ประกอบกับผู้ถูกร้องก็ชี้แจงว่าภายหลังจากผู้ถูกร้องสนทนากับสมเด็จฮุนเซน ผู้ถูกร้องยังได้พูดคุยผ่านข้อความกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาด้วย
ดังนั้น กรณีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ถูกร้องประสงค์จะใช้ช่องทางการเจรจาทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการควบคู่กันไป สำหรับการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการนั้น เห็นว่าไม่ว่ากระทรวงการต่างประเทศจะกำหนดหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการเจรจาไว้หรือไม่ และไม่ว่าผู้ถูกร้องจะใช้เทคนิคการเจรจาแบบใดก็ตาม
แต่เมื่อผู้ถูกร้องสนทนาในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะ ผู้ถูกร้องจึงต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 ที่บัญญัติว่า คณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม และมาตรา 164 วรรค 1 อนุมาตรา 1 ที่บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจด้วยความรอบคอบและระมัดระวังในการดำเนินกิจการต่างๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม
นอกจากนั้นยังต้องคำนึงถึงกรอบแห่งจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 อนุมาตรา 5 ประกอบมาตรา 219 และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ด้วยหาใช่ว่าผู้ถูกร้องจะสามารถเจรจาได้อย่างอิสระและเป็นไปตามอำเภอใจแต่อย่างใด ทั้งกรณีของผู้ถูกร้องเป็นการเจรจาในเรื่องความมั่นคงของประเทศ ซึ่งผู้ถูกร้องทราบดีว่าสามารถเจรจาโดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ร่วมบันทึกข้อมูลและมีมาตรการรักษาความปลอดภัยร่วมด้วย แต่เมื่อผู้ถูกร้องเลือกใช้รูปแบบการเจรจาเช่นนี้
รวมทั้งเลือกเจรจาปัญหาส่วนรวมของประเทศกับสมเด็จฮุนเซน ซึ่งผู้ถูกร้องรู้จักกันมาก่อนเป็นการส่วนตัว ผู้ถูกร้องจึงยิ่งต้องมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง และต้องใช้ความรอบคอบและระมัดระวังในการเจรจาเพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของชาติมากยิ่งขึ้น
การที่ผู้ถูกร้องใช้ถ้อยคำว่า
"ให้ท่านฮุนเซนเห็นใจหลานหน่อย เพราะว่าตอนนี้คนในประเทศไทยเขาไล่เราไปเป็นนายกที่เขมรหมดแล้ว จริงๆ แล้วถ้าท่านอยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้ จะโพสต์หรืออย่างไรก็ได้ ให้ท่านฮุนเซนแนะนำก็ได้ เหมือนกับว่าต้องเป็นการตกลงร่วมกัน เพราะตอนนี้อิ๊งค์กำลังโดนหนักมากเลย พร้อมค่ะ คือเราเปิดให้อยู่แล้วพี่ฮวด แต่ต้องเป็นการบอกกล่าว บอกว่าเราตกลงร่วมกันว่าเราเปิด เพราะไม่อย่างนั้นถ้าอิ๊งค์ยอมๆ ยอมหมดอิ๊งค์ก็จะโดน เพราะว่าตอนนี้มันเลยมาถึงเรื่องก่อนด่านแล้ว และถ้าท่านฮุนเซนอยากได้อะไรก็ให้บอก จะได้คุยกันได้ตกลงกันได้ เพราะบางทีที่ท่านโพสต์ Facebook ออกมา ตอนนี้รัฐบาลสั่นคลอนที่สุดแล้วค่ะ ตั้งแต่อิ๊งค์เป็นนายกมาก็คือเรื่องกัมพูชานี่แหละ ซึ่งอิ๊งค์ไม่ออกมาตอบโต้อะไรทั้งสิ้น เพราะอิงค์ก็รักและเคารพท่าน เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วถ้าท่านจะเอาอะไรจริงๆ ให้บอกอิ๊งค์ได้เลย ยกหูบอกก็ได้ อันไหนไม่เป็นข่าวก็ไม่เป็นข่าว จะไปคุยกับกลาโหมดูก่อนแล้วขอคอนเฟิร์มกลับมา เพราะเดี๋ยวจะคุยกับกองทัพก่อน แต่เดี๋ยวเราก็จะสั่งไปเลย แต่ว่าอิ๊งค์รอให้มัน 100% แล้วค่อยแจ้งกลับมาดีกว่า เพราะไม่อยากจะยังไม่ 100% แล้วบอกท่านก่อน แต่ว่าจริงๆ ก็จัดการได้ค่ะ"
เห็นว่าถ้อยคำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการขอให้สมเด็จฮุนเซนเห็นใจและช่วยเหลือผู้ถูกร้องในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา เนื่องจากผู้ถูกร้องกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการจัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างหนักจากประชาชนในประเทศ จนทำให้เสถียรภาพรัฐบาลของผู้ถูกร้องมีความสั่นคลอน แต่เพราะผู้ถูกร้องมีความสัมพันธ์อันดีเป็นการส่วนตัวกับสมเด็จฮุนเซน จึงไม่ตอบโต้
โดยผู้ถูกร้องโน้มน้าวให้มีการเปิดด่านพร้อมกันในลักษณะที่เป็นการตกลงร่วมกันระหว่างไทยและกัมพูชา เนื่องจากหากผู้ถูกร้องยินยอมตามข้อเรียกร้องของสมเด็จฮุนเซน ผู้ถูกร้องจะถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักขึ้น
นอกจากนี้ผู้ถูกร้องยังแสดงท่าทียอมตนหรือยอมจำนนซึ่งหน้าให้สมเด็จฮุนเซนเสนอความต้องการของตนเองให้ผู้ถูกร้องทราบ และผู้ถูกร้องยินดีจะดำเนินการให้ อย่างไม่มีเงื่อนไขหรือกำหนดขอบเขตการเจรจาต่อรอง โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ หรือรักษาจุดยืนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ อันจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ร่วมกันของทั้ง 2 ประเทศ แต่กลับเปิดช่องให้ฝ่ายกัมพูชาสามารถหยิบยื่นข้อเรียกร้องใดๆ ต่อฝ่ายไทยได้ตามความต้องการ
การเจรจาของผู้ถูกร้องดังกล่าวมีลักษณะเป็นการยืนยันว่าฝ่ายไทยโดยผู้ถูกร้องพร้อมที่จะเปิดด่านชายแดนไทยกัมพูชา ทั้งที่ผู้ถูกร้องทราบดีว่าการเข้าร่วมประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ว่าที่ประชุมมีมติให้กองทัพหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาใช้อำนาจตามกฎหมายในการควบคุมจุดผ่านแดนให้สอดคล้องกับสถานการณ์และแนวนโยบายของรัฐบาล โดยพิจารณาจากความเบาไปหาหนักและเท่าที่จำเป็น ซึ่งต่อมาฝ่ายกองทัพได้มีคำสั่งควบคุมการเปิดปิดจุดผ่านแดนทุกประเภทตามชายแดนไทยกัมพูชาแล้ว เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2568 และยังไม่มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อเปลี่ยนแปลงมติดังกล่าวแต่อย่างใด
นอกจากนี้ผู้ถูกร้องยังทราบดีว่าสถานการณ์ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาในวันที่ 15 มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ถูกร้องสนทนากับสมเด็จฮุนเซนนั้น ยังไม่มีทีท่าจะลดระดับความรุนแรงแต่อย่างใด และวันที่ 9 มิถุนายน 2568 ผู้ถูกร้องก็ทราบผ่านการรายงานกองบัญชาการกองทัพไทย มีหนังสือด่วนที่สุดเสนอสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติขอให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การค้ามนุษย์ และบ่อนการพนันในกัมพูชาเข้าที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติโดยเร่งด่วน โดยเสนอยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปราม
เช่น การตัดกระแสไฟ การระงับสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ส่งเข้าไปในพื้นที่ป้องกันและปราบปรามที่เป็นบ่อนการพนันและสแกมเมอร์ และการควบคุมสินค้าและยุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติอื่นๆ
อีกทั้งมีเหตุการณ์ที่กระทรวงการต่างประเทศต้องชี้แจงผ่านทาง Facebook ว่า การประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชา หรือ JBC ครั้งที่ 6 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-15 มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นการเจรจาอย่างเป็นทางการ มิได้มีการหารือในประเด็นที่กัมพูชาจะนำพื้นที่ 4 จุดเข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ และมิได้มีการหารือประเด็นแผนที่ตามที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างแต่อย่างใด
ประกอบกับจากคำเบิกความของผู้ถูกร้องเองที่ว่า กรณีมีการปิดด่านชายแดนไทยกัมพูชา ไทยได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจน้อยกว่ากัมพูชามาก เนื่องจากกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ต้องพึ่งพาไทย ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกร้องที่มีวัตถุประสงค์การเจรจาให้มีการเปิดด่านพร้อมกันกับกัมพูชา จึงเป็นไปเพื่อผลประโยชน์และความประสงค์ของสมเด็จฮุนเซน มากกว่าประโยชน์และความมั่นคงของชาติอันเนื่องมาจากการพยายามรักษาความสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้ถูกร้องกับสมเด็จฮุนเซน และเป็นไปเพื่อการลดการวิพากษ์วิจารณ์การจัดการแก้ไขปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาของผู้ถูกร้อง
โดยผู้ถูกร้องมุ่งหวังถึงแต่เพียงการจะทำให้คะแนนนิยมในประเทศของผู้ถูกร้องดีขึ้น อันจะนำไปสู่การมีเสถียรภาพรัฐบาลซึ่งเป็นประโยชน์ทางการเมืองของตน โดยไม่ได้คำนึงถึงสถานการณ์ด้านความมั่นคงในขณะนั้น อันเป็นผลประโยชน์ของชาติอันเป็นที่ตั้งแต่อย่างใด พฤติการในการกระทำของผู้ถูกร้องดังกล่าว ย่อมทำให้วิญญูชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยได้ว่า
ผู้ถูกร้องจะยินยอมกระทำการตามฝ่ายกัมพูชา โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ เพราะเหตุที่ผู้ถูกร้องรู้จักกับสมเด็จฮุนเซนเป็นการส่วนตัว และจะดำเนินการในทางที่เป็นการเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายกัมพูชา แม้นข้อเท็จจริงได้ความตามการไต่สวนว่า หลังจากวันที่ผู้ถูกร้องสนทนาทางโทรศัพท์กับสมเด็จฮุนเซนแล้ว
ในวันที่ 16 มิถุนายน 2568 ผู้ถูกร้องได้เรียกประชุมฝ่ายความมั่นคงชุดเล็กที่บ้านพิษณุโลก แจ้งการหารือกับสมเด็จฮุนเซนให้กับผู้เข้าร่วมประชุมทราบ แต่ก็ไม่ได้แจ้งรายละเอียดข้อสนทนากับสมเด็จฮุนเซนว่าได้พูดอะไรที่เป็นข้อพิพาทในคดีด้วย อันเป็นการปกปิดเพื่อไม่ให้ผู้เข้าร่วมประชุมทราบเจตนาที่แท้จริงของผู้ถูกร้องที่จะทำให้ผู้ถูกร้องได้รับความเสียหาย
ซึ่งนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พยานได้ตอบคำถามความว่า ในวันที่ 18 มิถุนายน 2568 พยานเพิ่งทราบรายละเอียดที่ผู้ถูกร้องสนทนากับสมเด็จฮุนเซน อันเป็นข้อความพิพาทจากคลิปเสียงที่ได้เผยแพร่ต่อสาธารณชน ฉะนั้น การแจ้งที่ประชุมฝ่ายความมั่นคงชุดเล็กในวันที่ 16 มิถุนายน 2568 โดยปกปิดข้อความที่จะทำให้ผู้ถูกร้องได้รับความเสียหายเป็นคดีนี้ จึงไม่มีผลลบล้างเจตนาที่แท้จริงของผู้ถูกร้องที่ได้กระทำไปแล้วในวันที่ 15 มิถุนายน 2568 แล้ว
ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกร้องที่ขอความเห็นใจจากสมเด็จฮุนเซน จึงไม่ใช่เทคนิคการเจรจาตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง แต่จะเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความรอบคอบและระมัดระวัง ซึ่งตามวิสัยและพฤติการณ์ของผู้ถูกร้องซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ควรจะต้องมีวิจารณญาณในการเลือกกระทำการโดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญตามหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 164 วรรค 1 อนุ 1
โดยเมื่อผู้ถูกร้องมีประโยชน์ส่วนตัวคือคะแนนนิยมและเสถียรภาพของรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องด้วยกับการปฏิบัติหน้าที่ ผู้ถูกร้องกลับไม่คำนึงถึงและยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง การกระทำดังกล่าวเป็นการลดทอนหรือทำให้เสียหายซึ่งเกียรติภูมิหรือเกียรติของนายกรัฐมนตรีและประเทศไทย เพราะความนิยมซึ่งหมายความว่าเกียรติที่ได้รับการยกย่องจากสังคมหรือนานาชาติ และความนับถือของประเทศชาติอันมีประชาชนภาคภูมิใจ ขาดความภูมิใจและความไว้วางใจในนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำของประเทศ อันมีลักษณะเป็นการไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ และถือเอาประโยชน์ส่วนตัวเหนือกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 หมวด 1 ข้อ 6 ข้อ 7 และข้อ 8 ซึ่งเมื่อมาตรา 27 วรรคหนึ่ง ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง
นอกจากนี้แม้นผู้ถูกร้องจะกล่าวอ้างในคำชี้แจงว่าเป็นการเจรจาแบบส่วนตัวกับผู้นำประเทศคู่กรณี เป็นไปเพื่อการแก้ไขให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบสุข โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงเข้าจัดการปัญหาอันอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของทหารและประชาชนทั้ง 2 ฝ่ายก็ตาม
แต่เมื่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรี ทำให้สาธารณชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าผู้ถูกร้องจะกระทำการใดๆ อันเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชามากกว่าการคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นเหตุให้สาธารณชนขาดความเชื่อถือศรัทธาต่อความเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้อง อันมีลักษณะเป็นการเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และยังเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยไม่ยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม และไม่ปฏิบัติตามกฎหมายโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ กรณีไม่จำต้องรอให้เกิดการปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชา จึงจะถือว่าได้รับความเสียหายอันจะมีลักษณะร้ายแรงแต่อย่างใด
ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 หมวด 2 ข้อ 17 และข้อ 21 ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับเจตนาและความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วเห็นได้ว่ามีลักษณะร้ายแรงตามข้อ 27 วรรค 2 อีกด้วย
ดังนั้น ผู้ถูกร้องจึงมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงอันทำให้ผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 อนุ 5 ส่วนข้อกล่าวหาอื่นๆ ตามที่กล่าวมาในคำร้องนั้นไม่จำเป็นต้องพิจารณา เนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น
จึงวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้อง นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 1 อนุ 4 ประกอบมาตรา 160 อนุ 5 นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี คือวันที่ 1 กรกฎาคม 2568
เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 1 อนุ 4 แล้ว รัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 วรรค 1 โดยให้นำมาตรา 168 วรรค 1 อนุ 1 มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต่อไป
นัดฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ วันนี้ ผู้แทนผู้ร้องและผู้แทนผู้ถูกร้องมาศาล ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยที่ 17/2568 ลงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ให้ผู้แทนผู้ร้องและผู้แทนผู้ถูกร้องฟังแล้ว ให้ถือว่าคำวินิจฉัยได้อ่านโดยชอบแล้วตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 76 ให้คู่กรณีคัดถ่ายสำเนาคำวินิจฉัยได้เมื่อพ้นกำหนด 15 วันนับแต่วันอ่านคำวินิจฉัย