โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ต่างด้าวมีสิทธิเรียนในไทยไหม? ผิดกฎหมายคนเข้าเมืองแต่ยังมีอนุสัญญาเด็ก

Amarin TV

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
กรณีเด็กกัมพูชา 13 ปีถูกจับ ก่อให้เกิดการถกเถียงเรื่องการบังคับใช้กฎหมายคนต่างด้าวในไทย เพราะขณะเดียวกัน ยังต้องคำนึงถึงกฎหมายอื่นและอนุสัญญาสิทธิเด็ก

การศึกษาของเด็กไร้สัญชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชนสัญชาติกัมพูชา กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจในช่วงหลายสัปดาห์มานี้ และถูกกระตุ้นอีกครั้งด้วยกรณีการจับกุมตัวเด็กชายเชื้อชาติกัมพูชาวัย 13 ปีที่จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเผยแพร่โดยผู้ใช้ Facebook ชื่อว่า Sopon Jongboriboon มีใจความว่า ลูกศิษย์ของผู้ใช้ Facebook รายนี้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ความเห็นบนโลกออนไลน์แตกเป็นหลายฝ่ายคือ การทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และ การปกป้องสิทธิในการเข้าถึงการศึกษาและชีวิตที่มีคุณภาพของเด็ก

แต่หากเรารักษาหลักการ และกฎหมายคนเข้าเมืองเคร่งครัดเพียงนั้น อาจต้องพิจารณาด้วยว่า ประเทศไทยยังมีกฎหมายข้ออื่น อาทิ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กอยู่ด้วย

ไทยไม่ได้มีกฎหมายแค่ “คนเข้าเมือง”

จริงอยู่ที่ว่าพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 12 ได้กำหนดลักษณะต้องห้ามประการหนึ่งเอาไว้ว่า “ไม่มีหนังสือเดินทาง หรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางอันถูกต้องและสมบูรณ์อยู่หรือมีแต่มิได้รับ การตรวจลงตราฯ จากสถานทูตหรือสถานกงสุลไทยฯ ” พร้อมกับ มาตรา 54 ที่ระบุไว้ว่า “คนต่างด้าวผู้ใดเข้ามาหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือการอนุญาตนั้นสิ้นสุดหรือถูกเพิกถอนแล้ว พนักงาน เจ้าหน้าที่จะส่งตัวคนต่างด้าวผู้นั้นกลับออกไปนอกราชอาณาจักรก็ได้”

หากเราพิเคราะห์ตามกฎหมาย การจับกุมคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในไทยโดยไม่มีใบอนุญาตอาจเป็นไปตามหลักการ แต่ต้องคำนึงด้วยว่า มีกฎหมาย-ความตกลงอื่นที่อาจเพิ่มข้อยกเว้นให้บุคคลบางกลุ่ม อาทิ เด็ก

ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 196 ประเทศที่ลงนามรับรองอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child: CRC) เมื่อปี พ.ศ. 2535 หมายความว่ารัฐบาลมีพันธะผูกพันที่จะดำเนินการให้เด็กทุกคนในประเทศ “ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม” ได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน

สิทธิที่ว่าตามอนุสัญญาฉบับดังกล่าวประกอบด้วย สิทธิที่จะมีชีวิตรอด, สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง, สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา, และสิทธิที่จะมีส่วนร่วม ซึ่งทั้ง 4 ข้อรวมถึง การได้รับการปกป้องจากการขัดขวางการศึกษา การได้รับการช่วยเหลือในกระบวนการยุติธรรม และการได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ

ไม่ใช่แค่อนุสัญญาเน้นย้ำการคุ้มครองครอบคลุมเด็กทุกคน แต่ กระทรวงการศึกษาธิการไทยเอง มีการใช้รหัส G-code หรือรหัสประจำตัวนักเรียนสำหรับเด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร อาทิ บุคคลต่างด้าว บุคคลไร้สัญชาติ หรือเด็กที่ไม่มีเอกสารประจำตัวตามกฎหมาย จุดประสงค์ของ G-code คือการสร้างความมั่นใจว่า “เด็กทุกคน” จะสามารถเข้าถึงการศึกษาได้

จากการตรวจสอบพบว่า เด็กชายวัย 13 ปีรายนี้เป็นเด็กที่มีรหัสประขำตัว G-code ตามอนุสัญญาสิทธิเด็ก

สิทธิเด็กทุกคนคือความรับผิดชอบของประเทศไทย

จากกรณีดังกล่าว คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลและเน้นย้ำหลักการสิทธิเด็กขอให้คำนึงถึงประโยชน์ของเด็กเป็นอันดับแรก

“คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ขอเน้นย้ำว่าอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม มีหลักการสำคัญระบุให้การดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ไม่ว่าจะกระทำโดยสถาบันทางสังคม หรือองค์กรใด ผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก และรัฐภาคีต้องยอมรับสิทธิของเด็กที่จะได้รับการศึกษาบนพื้นฐานของโอกาสที่เท่าเทียมกัน”

“กสม. เห็นว่า กรณีการจับกุมเด็กนักเรียนชายรายดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักสิทธิเด็กและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เนื่องด้วยเป็นการจับกุมที่ไม่มีหมายจับ ไม่มีเหตุแห่งการกระทำความผิดซึ่งหน้า เด็กมีสถานะเป็นเพียงผู้ติดตามมารดาเข้าเมืองมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กและไม่มีเจตนาหลบหนี อีกทั้งการเข้าไปจับกุมเด็กในพื้นที่โรงเรียนอาจสร้างบาดแผลทางจิตใจให้แก่เด็กได้ในระยะยาว ยิ่งไปกว่านั้น การส่งตัวกลับประเทศต้นทางในทันทีอาจทำให้เด็กนักเรียนชายรายดังกล่าวซึ่งไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาประเทศบ้านเกิดได้ เสียสิทธิ ขาดโอกาสและความต่อเนื่องในการได้รับการศึกษาโดยสิ้นเชิง”

“จากกรณีข้างต้น กสม. จึงขอเน้นย้ำหลักการสิทธิเด็กด้วยความห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง ขอให้การดำเนินการใด ๆ ของทุกฝ่ายคำนึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นที่ตั้ง โดยไม่ควรมีกรณีการจับกุมเด็กต่างชาติในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก ทั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ กสม. ขอให้สังคมร่วมกันยุติการสร้างความเกลียดชังด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติในทุกรูปแบบเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมที่พึ่งพาอาศัยกันได้อย่างสันติ”

ไม่ใช่แค่อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กเท่านั้น คณะกรรมาธิการฯ และนักวิชาการหลายท่าน อาทิ อาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ชี้ว่า การจับกุมเด็กชายโดยไม่มีหมายจับครั้งนี้ ยังผิดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วย และกฎหมายคุ้มครองเด็กอีกหลายมาตรา

นอกจากนี้ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้มีการทำ MOU กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ในการจะไม่มีการจับกุมและส่งเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยออกไปนอกประเทศอีกด้วย

ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มีการประสานงานกับกรมกิจการเด็กและเยาวชนกำลังประสานงานกับตม. เพื่อระงับการส่งตัวเด็กชายออกไปนอกประเทศ แต่ความน่ากังวลอีกประการคือ การสนับสนุนการละเมิดสิทธิเด็กของคนบนโลกออนไลน์ ที่ทำให้เกิดคำถามว่า นี่คือการแสดงความเกลียดชังอย่างไม่เลือกหน้าภายใต้หน้ากาก “การเคารพกฎหมายไทยหรือไม่”

ความขัดแย้งระหว่างชาติ สำคัญกว่าความเป็นมนุษย์หรือ?

หากเราเปิดช่องความคิดเห็นของโพสต์ข่าวดังกล่าวบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะจากสื่อกระแสหลัก เราคงจะเห็นความคิดเห็นแสดงความเกลียดชังชาวกัมพูชาและเห็นชอบกับการจับกุมเด็กชายวัย 13 ปีได้มาก ซึ่งเป็นผลจากความขัดแย้งชายแดนที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกรกฎาคม

ความขัดแย้งครั้งนี้ปลุกกระแสชาตินิยมในสังคมไทยได้อย่างรวดเร็ว จนเราได้เห็นอาคารห้างร้านต่าง ๆ แขวนธงชาติไทยกันได้ทั่วไป แต่นอกจากความรักชาติ ยังมีบรรยากาศต่อต้านรัฐบาลกัมพูชา คนกัมพูชา หรืออะไรก็ตามที่ขยายความด้วยคำว่า “กัมพูชา” แม้แต่เด็ก ทำให้มีการตั้งคำถามถึงการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของเด็กผู้ไม่ถือสัญชาติไทย (โดยเฉพาะกัมพูชา) ต่อเนื่องหลายสัปดาห์

ประเด็นการศึกษาเด็กไม่ถือสัญชาติไทยถูกหยิบยกขึ้นมาพูดในงานเสวนา “ประเทศไทยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง…จริงหรือ??” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 โดยมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพแรงงาน ร่วมกับมูลนิธิกระจกเงา และหน่วยงานอื่น ๆ

นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา หนึ่งในผู้เข้าร่วมชี้ว่า เด็กไม่สามารถเดินทางข้ามประเทศมาเองได้ แต่จะติดตามผู้ปกครองเข้ามา ดังนั้นเด็กไม่มีความผิด และเน้นย้ำจุดยืนที่ว่า “ไม่ใช่ไปจับแม่แล้ว จะต้องขังลูกด้วย”

ทั้งยังเน้นย้ำว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านสิทธิเด็กมาก ไม่ว่าสถานการณ์ในประเทศจะเป็นอย่างไรเด็กต้องมีสิทธิในการเข้าถึงการศึกษา และที่สำคัญไม่ควรมีการผลักดันกลับประเทศ

ด้านรศ.ดร.โคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชน และสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลแสดงความกังวลต่อความมั่นคงของงบประมาณการศึกษาถ้วนหน้า และตั้งคำถามว่า หากไทยไม่พัฒนาการศึกษาให้ประเทศข้างเคียง โดยเฉพาะในบริเวณชายแดน จะเป็นผลดีต่อประเทศไทยจริงหรือ

รศ.ดร.โคทมเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างชาติกับการมีเพื่อนบ้าน ชี้ว่า หากเพื่อนบ้านไม่ได้รับการพัฒนา เช่นนั้นก็จะเป็นโทษต่อไทยเช่นกัน เพราะประเทศข้างเคียงกันย่อมตัดปฏิสัมพันธ์กันได้ยาก ดร. ชี้ว่า การให้การศึกษาแท้จริงนั้นเป็นประโยชน์กับสองประเทศ เพราะหากเด็กต่างชาติจบการศึกษาที่ไทยและกลับไปทำงานชาติตน เช่นนั้นเราจะมีเพื่อนบ้านที่ดี และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่หากทำงานที่ไทยต่อ ก็จะเป็นแรงงานคุณภาพที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Amarin TV

การเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ หลัง ศาลรธน.มีมติ 6:3 สั่ง “แพทองธาร” พ้นนายกฯ

37 นาทีที่แล้ว

ส่องกลยุทธ์ลงทุนกองทุนเด่นครึ่งปีหลัง 2568

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าวและบทความธุรกิจ-เศรษฐกิจอื่น ๆ

สศช.ชี้ การเมืองไม่กระทบศก.หลังศาล รธน.วินิจฉัย แพทองธาร หลุดนายกฯ เผยปัญหาหลักอยู่ที่โครงสร้าง

MATICHON ONLINE

นักเศรษฐศาสตร์ มองรัฐบาลใหม่เจอโจทย์หิน เศรษฐกิจไทย ไตรมาส 3 จ่อหดตัว

การเงินธนาคาร

เศรษฐกิจไทยสะดุดเผชิญความเสี่ยงหลังนายกฯ พ้นตำแหน่ง

The Better

โลจิสติกส์ในจีนไม่ไหว สงครามส่งด่วนเกิน รายได้กำไรต่อชิ้นวูบ | คุยกับบัญชา | 27 ส.ค. 68

BTimes

รู้จัก “On” รองเท้าใส่สบายเหมือนวิ่งบนปุยเมฆ ทำไมคนแห่รับหิ้วจากญี่ปุ่น?

PPTV HD 36

ก.ล.ต.เปิดเฮียริ่งปรับเกณฑ์กลุ่มตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ไม่ต้องขอความเห็นชอบก่อนใช้บังคับ

Manager Online

นักวิชาการ แนะ ปลัดกระทรวงรับหน้าใช้งบกระตุ้นศก. 1.5 แสนล. หลังชี้นายกฯอิ๊งค์หลุด

MATICHON ONLINE

ทิสโก้ ชี้ตลาดหุ้นไทยนิ่ง "อุ๊งอิ๊งค์"พ้นเก้าอี้นายกฯ ไม่เหนือความคาดหมาย ห่วงแค่ยุบสภาทำสะดุด

Manager Online

ข่าวและบทความยอดนิยม

"กัน จอมพลัง" สงสัย ยังไม่ทันได้ฉีดสักหยด ทำไมคนไทยบางคนดิ้นกันจัง

Amarin TV

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิด ยันทหารเหยียบล่าสุดของใหม่ เจอเพิ่มอีก 2ทุ่น

Amarin TV

หุ้นไทยลุ้นผล'อุ๊งอิ๊งค์' กูรูชี้กระทบน้อย นักลงทุนชิน ดอกเบี้ยลดหนุน

Amarin TV
ดูเพิ่ม
Loading...
Loading...
Loading...
รีโพสต์ (0)
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...