ส่องกลยุทธ์ลงทุนกองทุนเด่นครึ่งปีหลัง 2568
หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศมาตรการ Reciprocal Tariffs หรือภาษีตอบโต้กับคู่ค้าทุกประเทศทั่วโลก ส่งผลให้ตลาดหุ้นโลกผันผวนเป็นอย่างมาก โดยสถานการณ์ดังกล่าวยังคงเป็นปัจจัยกดดันหลักต่อการลงทุนในตลาดหุ้นและสินทรัพย์ต่าง ๆ ทว่าภายใต้ความไม่แน่นอนก็ยังมีโอกาสในการลงทุน ซึ่งจะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นโลกหลาย ๆ ประเทศต่างปรับตัวขึ้นได้ดี ดังนั้น หากเราวางแผนการลงทุนที่ดี ก็สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับพอร์ตได้
สำหรับสถานการณ์ที่ต้องติดตามในช่วงครึ่งหลังปี 2568 คือ
1.ทรัมป์ 2.0 : ความเสี่ยงเศรษฐกิจยังมากกว่าเงินเฟ้อ: นโยบายภาษีนำเข้าของทรัมป์เริ่มกดดันเศรษฐกิจโลก เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว คล้ายกับผลกระทบจาก Trade War ครั้งก่อน สะท้อนความอ่อนแอของตัวเลขเศรษฐกิจ Soft Data ซึ่งอาจส่งผลให้ข้อมูลเศรษฐกิจ Hard Data ในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้าอ่อนแอตาม ทำให้เราประเมินว่าความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจจะมากกว่าด้านเงินเฟ้อ
2.“เจอโรม พาวเวล” ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กับแนวโน้มดอกเบี้ย : คาดเฟดปรับลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี เนื่องจากผลกระทบจากภาษีเริ่มกดดันเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ GDP ที่ถูกปรับประมาณการลดลง ขณะที่เงินเฟ้อและอัตราการว่างงานมีแนวโน้มสูงขึ้นในระยะสั้น นักลงทุนควรติดตามท่าทีของเฟดอย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำเน้นรอประเมินสถานการณ์ เพื่อปรับเปลี่ยนนโยบายอีกครั้ง
3.สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร : แม้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศดูจะคลี่คลายลงเล็กน้อย แต่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงเมื่อใด มักส่งผลลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทันที แนะนำระมัดระวัง และพร้อมปรับพอร์ตทันที
4.ความเสี่ยงไม่ได้หาย แต่ตลาดเลือกมองข้าม : นโยบายภาษีเฉพาะรายอุตสาหกรรม ซึ่งยังต้องรอความชัดเจนจากการเจรจา หากถูกบังคับใช้จริง ความเสี่ยงตลาดจะเพิ่มสูงขึ้น และประกอบกับตลาดหุ้น All Time High เสี่ยงต่อการปรับฐานระยะสั้น โดยเฉพาะหากงบไตรมาส 2 ปี 2568 ออกมาต่ำกว่าคาด ขณะที่สถิติ 10 ปีย้อนหลังชี้ว่าไตรมาส 3 ของปี ตลาดมักขึ้นในช่วงต้นและเริ่มอ่อนตัวลงในช่วงปลายของไตรมาส
5. กลยุทธ์ทยอยล็อกกำไร และเน้น Selective Buy เมื่อราคาย่อตัว โดยหลีกเลี่ยงการไล่ราคา : หลังจากตลาดปรับขึ้นต่อเนื่อง จน Valuation เริ่มตึงตัว แนะนำให้นักลงทุนทยอยล็อกกำไร เพื่อลดความเสี่ยงจากแรงขายทำกำไรที่อาจเกิดขึ้นบริเวณแนวต้านสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง นอกจากนี้ เน้น Selective Buy เมื่อราคาย่อตัว โดยหลีกเลี่ยงการไล่ราคา ในตลาดที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวอย่างตลาดหุ้นสหรัฐฯ (เทคโนโลยี) ฮ่องกง และตลาดหุ้นมี Valuation ที่น่าสนใจ หรือมีความ Laggard เมื่อเทียบกับภูมิภาค ทำให้มีโอกาสได้รับประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุนไหลกลับเข้าภูมิภาค อย่างตลาดหุ้นญี่ปุ่น เวียดนาม ไทย และอินโดนีเซีย
ทั้งนี้ รายงาน BLS Top Funds แนะนำกองทุนรวมที่นักลงทุนควรต้องมีติดพอร์ตในช่วงครึ่งหลังปี 2568 ประกอบด้วย
- กองทุน KKP TECH-H หรือ กองทุน B-INNOTECH: หุ้นเทคฯ กำไรเติบโตดี รับกระแส AI
- กองทุน K-JPX-A (A) และ กองทุน SCBNK 225: กำไรดี มูลค่าไม่แพง นโยบายการเงินดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไป
- กองทุน MEGA10CHINA-A หรือ กองทุน BCAP-CTECH: นโยบายรัฐช่วยหนุน เราชอบหุ้นฮ่องกง และกลุ่มเทคฯ จีนมากกว่า
- กองทุน SCBINDO (A) หรือ กองทุน ES-INDONESIA: ดัชนี Laggard Valuation ค่อนข้างถูก ตลาด Price in ข่าวร้ายไปแล้ว
- กองทุน KT-SET50-A หรือ กองทุน BTK: ราคาลงมาต่อเนื่อง Valuation ถูก Price in ข่าวร้าย ลุ้น Fund Flow ไหลกลับ
- กองทุน PRINCIPAL VNEQ-A: Valuation น่าสนใจ กำไรฟื้นตัวต่อเนื่อง นโยบายภาครัฐไม่สะดุด