หวั่นเกิดสุญญากาศการเมือง กระทบศก. หลังมติศาลรธน. ‘แพทองธาร’ พ้นตำแหน่งนายกฯ
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สถานการณ์ภายหลังการพ้นจากตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ มองว่าเป็นการ "เซตซีโร่" ทางการบริหาร สถานการณ์นี้จะส่งผลกระทบอย่างแน่นอนต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการภาครัฐที่กำลังขับเคลื่อนอยู่ในปัจจุบัน สมาพันธ์ฯ หวังว่ากลไกของรัฐที่ยังคงอยู่จะสามารถประคองสถานการณ์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้ โดยมีโครงการต่าง ๆ ที่ยังรออยู่
สิ่งที่น่ากังวลเป็นอย่างแรกคือเรื่องของนโยบายต่าง ๆ ที่อาจเกิดความชะงักงันและความล่าช้า โดยเฉพาะมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นข้อห่วงใยของสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยและประชาชน นอกจากนี้ ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ผู้ประกอบการ SME กำลังปรับตัวอยู่ การขาดรัฐบาลและผู้นำในช่วงสุญญากาศนี้อาจทำให้เกิดข้อจำกัดในการค้าและการลงทุน การลงทุนจากต่างชาติก็คาดว่าจะได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยนักลงทุนจะชะลอการตัดสินใจเพื่อรอดูท่าทีสถานการณ์ของประเทศไทยภายหลังจากการได้รัฐบาลชุดใหม่
“การที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งหมดนี้ เปรียบเสมือนการเริ่มต้นใหม่ (เซตซีโร่) สำหรับรัฐบาล แต่ไม่ใช่สำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดเดิม ดังนั้น จะมีกระบวนการในการเลือกและโหวตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลา 60-90 วันก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่จะได้เริ่มทำงานอย่างเต็มที่ ช่วงเวลาดังกล่าวนี้ยังตรงกับช่วงเข้าสู่ไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงพีคของเศรษฐกิจ สมาพันธ์ฯ จึงกังวลใจเป็นอย่างยิ่งว่าความล่าช้าจะส่งผลกระทบต่อโอกาสทางเศรษฐกิจที่สำคัญ”
ในด้านความมั่นคงภายในประเทศ นายแสงชัยกล่าวว่า เชื่อมั่นในกลไกของกองทัพที่สามารถรักษาความมั่นคงของประเทศได้ หากไม่มีรัฐบาลในช่วงนี้ แต่ก็อาจมีปัจจัยเสี่ยงแทรกซ้อนอื่น ๆ เกิดขึ้นได้ การมีรัฐบาลและหน่วยงานอื่น ๆ ที่ขับเคลื่อน เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะช่วยประคับประคองสถานการณ์ในส่วนอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม คาดว่าข้าราชการประจำจะสามารถช่วยบริหารประเทศในจุดนี้ไปพลาง ๆ ก่อนได้
สิ่งที่นายแสงชัยเน้นย้ำและอยากให้มีการสื่อสารออกไปอย่างชัดเจนคือ การเข้ามาของรัฐบาลชุดใหม่จะต้องยึดถือตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข หากมีการใช้กลไกหรือการมุ่งไปสู่ทางลัดที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ จะส่งผลเสียต่อประเทศไทยอย่างมาก
สถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยสามารถฝ่ากำแพงภาษีมาได้ในระดับหนึ่ง และคลี่คลายความขัดแย้งทางชายแดนได้ในระดับหนึ่งแล้ว การมีปัญหาเรื่องกลไกแทรกซ้อนที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดสภาวะที่ไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทยในสายตานานาชาติ สิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนจากต่างชาติ ที่จะชะลอการตัดสินใจและจับตาดูสถานการณ์
ดังนั้น สมาพันธ์ฯ จึงขอเรียกร้องให้รัฐสภาเข้าสู่กระบวนการโดยไม่ชักช้า เพื่อให้ประเทศไทยมีรัฐบาลใหม่โดยเร็วที่สุด และที่สำคัญที่สุดคือให้การดำเนินการทุกอย่างเป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย เพื่อธำรงไว้ซึ่งความเชื่อมั่นทั้งจากภายในและจากเวทีนานาชาติ
ส่วนบนของฟอร์ม
ส่วนล่างของฟอร์ม