AEO จีน-ไทย บังคับใช้ หนุนการค้าเจียงเหมิน–ไทย โตฉลุย
DITP บังคับใช้ AEO จีน–ไทย หนุนการค้าเจียงเหมิน-ไทย ลดต้นทุนการค้า สร้างความเชื่อมั่นเอกชนจีนขยายความร่วมมือกับตลาดไทย เพิ่มโอกาสสินค้าเกษตร ผลไม้สด-แปรรูป-อาหารสุขภาพ-สินค้าอุตสาหกรรม กระจายเข้าตลาดเมืองรองและเมืองชั้นหนึ่งใหม่ของจีน
ข้อมูลจาก DITP ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2025 ความร่วมมือด้านการค้าระหว่างจีน–ไทยได้ก้าวสู่มิติใหม่ เมื่อ ศุลกากรจีนและศุลกากรไทยเริ่มบังคับใช้ “ความตกลงยอมรับร่วมกัน (Authorized Economic Operator : AEO)” อย่างเป็นทางการ
โดย AEO เป็นมาตรฐานที่ได้รับการรับรองจากศุลกากรของแต่ละประเทศว่าได้ปฏิบัติตามกรอบมาตรฐานขององค์การศุลกากรโลก (WCO) และปัจจุบันจีนได้มีการบูรณาการความร่วมมือกับกว่า 52 ประเทศทั่วโลก
ซึ่งระบบ AEO หมายความว่าผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองจากฝ่ายศุลกากรของทั้งสองประเทศ จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า เช่น อัตราการตรวจสอบสินค้าที่ต่ำลง การตรวจปล่อยสินค้าที่รวดเร็วขึ้น รวมถึงได้รับสิทธิ์ความสำคัญในการตรวจสอบหรือเคลียร์สินค้าเมื่อเกิดภาวะวิกฤติหรือการหยุดชะงักทางการค้า
“เมืองเจียงเหมิน” มณฑลกวางตุ้ง ด่านการค้าสำคัญกับไทย ถือเป็นหนึ่งในเขตการค้าสำคัญที่มีความสัมพันธ์กับไทยอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้ (ม.ค.–ก.ค. 2025) มูลค่าการค้ารวมของเจียงเหมินกับไทยสูงถึง 3.5 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้นกว่า 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน เฉพาะในกลุ่มบริษัทที่ได้รับการรับรองเป็น AEO ในเจียงเหมินจำนวน 34 ราย มีมูลค่าการค้ากับไทยรวม 1.24 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้นกว่า 30.2% แสดงให้เห็นว่ามาตรการ AEO ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนการค้า แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนในการขยายความร่วมมือกับตลาดไทย
โดยหนึ่งในกรณีที่น่าสนใจคือ บริษัท Asia Symbol (Guangdong) Paper Co., Ltd. ซึ่งเป็นผู้ผลิตกระดาษรายใหญ่ที่สุดของเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียง และเป็นบริษัทที่ได้รับการรับรอง AEO ระดับสูงสุด เผยว่าหลังการบังคับใช้ AEO จีน–ไทย อัตราการตรวจสอบสินค้าที่นำเข้าจากไทยลดลงกว่าครึ่ง
AEO: ลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถ
จากข้อมูลของ สำนักงานศุลกากรเมืองเจียงเหมินระบุว่า หลังการบังคับใช้มาตรการ AEO Mutual Recognition ระหว่างจีน–ไทย ผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองจะได้รับสิทธิประโยชน์หลัก ได้แก่
- อัตราการตรวจสอบสินค้าต่ำลง (Low inspection rate)
- สิทธิในการตรวจสอบลำดับความสำคัญ (Priority clearance)
- สิทธิประโยชน์ในภาวะวิกฤติ (Post-disruption priority clearance)
ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ ลดเวลาการดำเนินพิธีการศุลกากร และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการทั้งฝั่งจีนและไทย
โอกาสสินค้าไทยในตลาดจีน
การยกระดับความร่วมมือ AEO จีน–ไทยครั้งนี้ มีนัยสำคัญอย่างมากต่อแนวโน้มการนำเข้าสินค้าไทยในอนาคต อาทิ
1. ผลไม้สดและแปรรูปจะได้เปรียบมากขึ้น
ทุเรียน มังคุด และลำไยซึ่งเป็นสินค้าหลักของไทยในตลาดจีน จะสามารถเข้าสู่ตลาดได้รวดเร็วและสดใหม่มากขึ้น ด้วยการลดขั้นตอนศุลกากรและเวลาการตรวจสอบ ทำให้ลดความเสี่ยงด้านคุณภาพระหว่างขนส่ง
2. สินค้าเกษตรแปรรูป–อาหารสุขภาพได้รับแรงหนุน
สินค้าประเภทอาหารแปรรูป ผลไม้อบแห้ง และเครื่องดื่มสุขภาพ ที่จีนมีความต้องการสูง จะมีโอกาสขยายตัว เนื่องจากระบบ AEO ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้า ซึ่งจะทำให้ราคาสินค้าไทยแข่งขันได้มากขึ้นในตลาดจีน
3. สินค้าอุตสาหกรรมและวัตถุดิบจากไทย
ในภาคการผลิต จีนยังต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากไทย เช่น ไม้ยางพารา ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเคมีภัณฑ์บางประเภท ทั้งนี้ ความตกลงยอมรับร่วมกัน (AEO) จะช่วยให้การจัดส่งเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพและต้นทุนต่ำลง ซึ่งเอื้อต่อการที่ผู้ผลิตจีนเลือกไทยเป็นคู่ค้าระยะยาว
4. การกระจายตลาดสู่เมืองรองและเมืองชั้นหนึ่งใหม่ (New first-tier cities)
การขนส่งที่รวดเร็วและต้นทุนต่ำ ทำให้สินค้าไทยมีโอกาสกระจายสู่ตลาดตอนใต้ของจีน เช่น หูเป่ย เสฉวน และหูหนาน ซึ่งเริ่มแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการนำเข้าที่สูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้
มาตรการ AEO Mutual Recognition ระหว่างจีน–ไทย เป็นการ “เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน” ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในระดับภูมิภาค ขณะเดียวกันยังสอดรับกับการขยายตัวของความตกลง RCEP และโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการค้าไทย–จีนในระยะยาว
ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการนี้อย่างเต็มที่ ร่วมกับการพัฒนามาตรฐานสินค้าและการสร้างแบรนด์ ประเทศไทยจะสามารถขยายส่วนแบ่งการตลาดในจีนได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสินค้าเกษตร–อาหาร และอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคจีนรุ่นใหม่
การบังคับใช้ AEO Mutual Recognition จีน–ไทย ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2025 ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับความสะดวกทางการค้าระหว่างสองประเทศ สร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการ และเปิดโอกาสใหม่ให้กับสินค้าไทยในตลาดจีน โดยเฉพาะผลไม้สด อาหารแปรรูป และวัตถุดิบอุตสาหกรรม
หากผู้ประกอบการไทยสามารถปรับกลยุทธ์การค้าโดยใช้มาตรการนี้เป็น “แต้มต่อ” พร้อมพัฒนาระบบโลจิสติกส์และการตลาดดิจิทัล เชื่อว่าในอนาคต จีนจะยังคงเป็น “ตลาดยุทธศาสตร์อันดับหนึ่ง” ของไทย และจะช่วยผลักดันให้ความร่วมมือไทย–จีนเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป