บล.ทิสโก้ มองดาวน์ไซด์จำกัด จับตาตั้งรัฐบาลใหม่และงบกระตุ้นเศรษฐกิจ
บล.ทิสโก้ เผยตลาดทุนไม่ได้ตื่นตระหนกต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งนายกฯ พร้อมครม. ทั้งคณะ เนื่องจากเป็นสถานการณ์ที่ตลาดคาดการณ์ไว้แล้ว โดยมองว่าได้ซึมซับความเสี่ยงไปแล้วถึง 70-80% ทำให้ดาวน์ไซด์ของตลาดมีจำกัด แนะจับตาตั้งรัฐบาลใหม่และงบกระตุ้นเศรษฐกิจ
29 สิงหาคม 2568 นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ เปิดเผยถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้น.ส. แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งคณะสิ้นสุดลง และเข้าสู่สถานะรัฐบาลรักษาการ ตลาดทุนไม่ตื่นตระหนกต่อประเด็นดังกล่าว เพราะเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้แล้ว แม้ระยะสั้นอาจมีความผันผวนบ้างแต่เชื่อว่าดาวน์ไซด์ไม่มาก เพราะตลาดซึมซับความเสี่ยงทางการเมืองไปกว่า 70-80% แล้ว ส่วนอัพไซด์ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และความต่อเนื่องของนโยบาย
"ไม่เหนือความคาดหมาย เพราะนักวิเคราะห์หรือผู้ลงทุนในตลาดส่วนใหญ่มองว่าคำตัดสินจะออกมาแบบนี้ หรือเป็นฉากทัศน์ที่ให้น้ำหนักกันมากที่สุด ตลาดทุนเลยไม่ได้ตกใจมาก จากนี้ไปขึ้นอยู่กับความรวดเร็วของการเลือกนายกฯคนใหม่ และการจัดตั้งทีมรัฐบาลใหม่ขึ้น" นายไพบูลย์ กล่าว
ทั้งนี้ตลาดทุนมองฉากทัศน์นายกฯ พ้นตำแหน่ง และต้องเลือกนายกฯ คนใหม่ที่ยังสังกัดพรรคเพื่อไทย บนสมมติฐานที่พรรคร่วมรัฐบาลยังร่วมกันจัดตั้ง ครม.เพื่อบริหารงานต่อไปได้ แต่ต้องติดตามต่อว่าจะเป็นไปตามฉากทัศน์ดังกล่าวหรือไม่ นอกจากนี้ ประเด็นถัดไปนักลงทุนอาจจะสบายใจเนื่องของงบประมาณที่ผ่านสภาฯ ไปแล้ว ดังนั้น จะไม่เกิดปัญหาหากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าจะกระทบต่อการเบิกจ่าย
ส่วนประเด็นเสถียรภาพการเมืองจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนหรือไม่ ต้องติตดามว่าจะมีการยุบสภาหรือไม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในฉากทัศน์ที่นักลงทุนมอง แต่มองว่าไม่ได้เป็นฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับตลาดทุนไทย
แม้มีความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่ชี้ว่าตลาดทุนไทยยังมีปัจจัยพื้นฐานปัจจุบันรองรับได้ ทำให้ดาวน์ไซด์หุ้นไทยจำกัด เว้นแต่มีปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้เข้ามากระทบ โดยปัจจุบันในเชิงปัจจัยพื้นฐาน ไทยมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในระดับสูง สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ อีกทั้งเมื่อมีความชัดเจนมาตรการภาษีสหรัฐที่ไม่ได้ด้อยกว่าประเทศคู่แข่ง เชื่อว่าเงินลงทุน FDI ต่าง ๆ น่าจะยังเป็นไปตามแผน และจะเป็นหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตามยังต้องติดตามงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ 157,000 ล้านบาทว่ารัฐบาลรักษาการจะมีอำนาจเดินหน้าต่อหรือไม่ หากสามารถเดินหน้าต่อได้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีได้อีก